ที่มา’ศิลปาชีพ’
แม้ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่ประสบปัญหาขาดแคลนข้าวปลาอาหารเหมือนประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าสินค้าอาหาร แต่การเกษตรของไทยโดยพื้นฐานยังต้องอาศัยธรรมชาติ ถ้าดินดี มีนํ้าตามฤดูกาล เกษตรกรก็จะมีรายได้จากพืชผักผลไม้ แต่ถ้าเกษตรกรได้รับอานิสงส์พร้อมกันโดยถ้วนหน้า ก็จะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ฉุดราคาสินค้าเกษตรให้ถูกลง ซึ่งไม่เพียงกำไรหดเท่านั้น ทุนยังหายไปอีกด้วย ปีใดฝนแล้ง ไม่มีนํ้าปลูกพืชไร่ ที่ลงดินไปแล้วก็เหี่ยวเฉา เกษตรกรขาดรายได้ เงินลงทุนสูญหายหนักขึ้น ตรงกันข้าม ปีใดมรสุมพาฝนจนล้นฟ้าพืชไร่ถูกนํ้าท่วมเสียหาย ก็ไม่มีรายได้มาล้างหนี้ที่กู้มาลงทุน...
เป็นนักการเมือง แต่กลัวยุทธศาสตร์ชาติ
ยุทธศาสตร์ (strategy) กล่าวโดยสรุป เป็นศาสตร์และศิลป์ในการนำทรัพยากรด้านต่าง ๆ มาสนับสนุนการดำเนินนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ประสิทธิภาพ) เมื่อเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ จึงเป็นการนำกำลังอำนาจของชาติในทุก ๆ ด้าน อาทิ การเมืองเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือแม้แต่การทหาร...
การบ้าน ๔ ข้อ ของนายกฯ
หลังปุจฉาในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทางสถานีโทรทัศน์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ทิ้งเรื่องที่ถามลอย ๆ ไว้บนอากาศ ยังติดปลายนวมมาตั้งเป็นการบ้านให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ช่วยกันตอบ โดยมีเหตุผลที่เป็นทางการว่า เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศชาตินำพาไปสู่ความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้เปิดเผยเป็นทางการ อันนี้ ต้องเดากันเอง การบ้านที่ว่านี้ ไม่ได้สั่งให้สำนักงานสถิติแห่งชาติหรือขอให้โพลไหน ๆ...
รัฐวางกรอบยั่งยืน ‘โครงสร้างพื้นฐาน’

แม้จะมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ไม่มากเท่าการส่งออก และการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชน แต่การเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนใน’โครงสร้างพื้นฐาน’ ถือเป็นกลไกสําคัญที่ต้องเดินเครื่องผลักดันเศรษฐกิจนับจากนี้

ล่าสุด ธนาคารทหารไทยฯ ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ได้จัดงานสัมมนา ‘คว้าโอกาส การลงทุนในโครงการภาครัฐ’ ชี้นโยบายและทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่สอดคล้องไปกับ แผนพัฒนาและวิสัยทัศน์ในระดับชาติ การเสนอระบบจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ในมาตรฐานใหม่ที่คาดหวังให้ช่วยลดปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น ประหยัดงบประมาณ และสนับสนุนการเข้าร่วมประมูลงานของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SME)

พัฒนา’โครงสร้างพื้นฐาน’ ตามแผนฯ ๑๑

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า กรอบแนวคิดและหลักการของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) เป็นการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลใน ทุกมิติอย่างบูรณาการและเป็นองค์รวม โดยวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ คือ สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง

“กรอบทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ เป็นแผนยุทธศาสตร์ยึดวิสัยทัศน์ปี ๒๕๗๐ น้อมนําหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง โดย วิเคราะห์บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ นําไปสู่การ สร้างภูมิคุ้มกันในอีก ๕ ปีข้างหน้า ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งในการสร้างความ เข้าใจร่วมกัน การร่วมคิดและร่วมขับเคลื่อนแผนฯ ไปสู่การปฏิบัติ”

๒๕๗๐ ประกอบด้วย คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีมิตร ไมตรีบนวิถีแห่งความพอเพียง ยึดม่ันในวัฒนธรรมประชาธิปไตยและหลักธรรมาภิบาล การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึงมีคุณภาพ สังคมมีความปลอดภัยและมั่นคง อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี เกื้อกูล และเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ระบบการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงทางด้านอาหารและ พลังงาน บนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง แข่งขันได้ในเวทีโลกและสามารถอยูในประชาคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี

ด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ได้แก่ ๑. การสร้างความเป็นธรรมใน สังคม ๒. การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ๓. ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน ๔. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ๕. การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ๖. การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ สู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย สร้างความรู้ความเข้าใจทุกภาคส่วน สร้างความเชื่อมโยงระหว่างแผนฯ ๑๑ กับนโยบายรัฐบาลและแผนต่าง ๆ สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนแผนฯ เพิ่มประสิทธิภาพกลไกการขับเคลื่่อน เสริมสร้างบทบาทของทุกภาคส่วน และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง”

นายอาคม กล่าวต่อว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจีสติกส์ของประเทศ ให้เชื่อมโยงการขนส่งทั้งภายในประเทศและระหว่าง ประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมาตรฐานสู่สากล ตามเป้าหมาย คือ ลดสัดส่วนต้นทุนโลจีสติกส์ต่อ GDP ให้ตํ่ากว่า ร้อยละ ๑๕ และเพิ่มสัดส่วนระบบรางเป็น ร้อยละ ๕ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกต่อปริมาณการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๑๙ ลดสัดส่วนการนําเข้า พลังานจากต่างประเทศลง ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๓ และลดการใช้พลังงานลง ร้อยละ ๒

นอกจากนี้ในยุทธศาสตร์ที่ ๕ เป็นการสร้างความเชื่่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เพื่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการขนส่งและระบบโลจีสติกส์ ภายใต้กรอบ ความร่วมมือในอนุภูมิภาคต่าง ๆ เป้าหมาย คือ ประเทศไทยมีบทบาทสําคัญด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค บนพื้นฐานของผลประโยชน์และความมั่นคงร่วมกัน เพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและการลงทุน โดยตรงของไทยในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๕ และ ร้อยละ ๑๐ ต่อปี

ยุทธศาสตร์ ๗ ปี ลงทุน ๓.๔ ล้านล้าน

นายอาคม เปิดเผยว่า ตามแผนยุทธศาสตร์การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนส่งของประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๕ นั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ มี วงเงินลงทุนรวมประมาณ ๓.๓๘ ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาระบบรางของประเทศ ตามแผนงาน ได้แก่

แผนงาน ๑ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง การปรับปรุงทางรถไฟที่มีอยู่ การก่อสร้างรถไฟ ทางคู่ทั่วประเทศ การก่อสร้างรถไฟทางมาตรฐาน

แผนงาน ๒ การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล การก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สายทาง การก่อสร้างถนนและสะพานในเขตเมือง การจัดหารถโดยสาร NGV ๓,๑๘๓ คัน

แผนงาน ๓ การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวง เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สําคัญของประเทศและเชื่อมกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงถนนเชื่อมโยงแหล่งเกษตรและแหล่งท่องเที่ยว เชื่อมโยงระหว่างเมืองหลักและ เชื่อมเมืองหลักกับด่านพรมแดน ก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

แผนงาน ๔ การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำพัฒนาทางเรือลําน้ำพัฒนาท่าเรือชายฝั่ง

แผนงาน ๕ การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ เพิ่มศักยภาพการให้บริการ สนามบิน พัฒนาศักยภาพระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ (Air Traffic) และใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานในภูมิภาคมากขึ้น โดยพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและบุคลากร

สำหรับโครงการลงทุนที่สําคัญในช่วง ๕ ปีข้างหน้า (๒๕๕๘ – ๒๕๖๒) นายอาคม กล่าวว่า ตามแผนงานที่ ๑ คือ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง โดยการพัฒนารถไฟทางคู่ในระยะเร่งด่วน ๖ เส้นทาง และพัฒนาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ความร่วมระหว่างรัฐบาลไทย – จีน ในการพัฒนาทางรถไฟ ขนาดรางมาตรฐาน ๑.๔๓๕ เมตร แบ่งเส้นทางออกเป็น ๔ ช่วง อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม โครงการและการศึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความร่วมระหว่างรัฐบาลไทย – ญี่ปุน ในการศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟความเร็ว สูง ๓ เส้นทาง

แผนงานที่ ๒ การพัฒนาโครงข่ายขนส่ง แก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจุบันมีโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ๕ เส้นทาง ระยะทางรวม ๑๐๗.๕๐ กิโลเมตร ประกอบด้วย สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ ระยะทาง ๒๓ กม. จะเปิดให้บริการปี ๒๕๕๙ สายสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต ระยะทาง ๒๖.๓ กม. จะเปิดให้บริการปี ๒๕๖๐ สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ ระยะทาง ๑๒.๘ กม. จะเปิดให้บริการปี ๒๕๖๑ สายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ระยะทาง ๑๘.๔ กม. จะเปิดให้บริการปี ๒๕๖๑ สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และช่วงหัวลําโพง – บางแค ระยะทาง ๒๗ กม. จะเปิดให้บริการปี ๒๕๖๒ และมีโครงการที่เตรียมขออนุมัติคณะรัฐมนตรีอีก ๖ เส้นทาง ระยะทางรวม ๑๔๔ กม.

แผนงานที่ ๓ การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวง เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สําคัญของประเทศและเชื่อม กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ โครงการ Motorway ๓ เส้นทาง ที่มีความพร้อมเริ่มดําเนินการในปี ๒๕๕๘ และจะเปิดให้บริการได้ในปี ๒๕๖๒

ระบบใหม่ e–Bidding เร่งเบิกจ่าย

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ปีงบประมาณ ๒๕๕๙ การใช้จ่ายภาครัฐที่จะ กระจายไปภาคเอกชนและลงสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีวงเงินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเพิ่มจากปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ที่มีการลงทุนขั้นตํ่าแล้ว ๗๗๓,๙๑๕ ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายลงทุน ๔๔๙,๔๗๖ ล้านบาท เงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ๒๒๗,๘๗๖ ล้านบาท เงินนอก งบประมาณ เช่น งบลงทุนของทุนหมุนเวียน ๑๘,๒๖๘ ล้านบาท และเงินกู้เฉพาะเพื่อโครงการต่าง ๆ เช่น เงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและถนน ๗๘,๒๙๕ ล้านบาท

“งบประมาณปี ๒๕๕๙ ที่จะมีวงเงินลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นในเบื้องต้นอีกอย่างน้อยประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน ๕๔๓,๖๓๖ ล้านบาท และเงินลงทุนของ รัฐวิสาหกิจ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และคาดหวังได้ว่า การจัดซื้อจัดจ้างจะโปร่งใส รวมถึงมีการเบิกจ่ายเงิน อย่างรวดเร็ว โดยในเดือนตุลาคมนี้ กรมบัญชีกลาง จะเริ่มใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบอี-บิดดิ้ง และอี-มาร์เก็ต แทนระบบอี-ออกชั่น พร้อมกันทุกหน่วยงาน ซึ่งระบบใหม่จะป้องกันการฮั้วประมูลได้ดีกว่าระบบเก่า และสามารถช่วยประหยัดงบประมาณลงได้อีก ร้อยละ ๑๐ โดยเอกชนต้องเสนอราคาตํ่าจากราคากลางที่ กําหนดไว้ หากเปรียบเทียบงบลงทุนในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ จํานวน ๕ แสนล้านบาท ทําให้ประหยัดได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท”

นายมนัส กล่าวว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนปี ๒๕๕๘ ประเมินเมื่อถึงสิ้นปี การเบิกจ่ายงบจะทำได้ตามเป้า โดยเบิกจ่ายในภาพรวมได้ถึงร้อยละ ๙๖ และเบิกงบลงทุนได้ร้อยละ ๘๗ ในส่วนของงบลงทุน มีการทำสัญญาผูกพันกับเอกชนไปแล้ว ๒๔๑,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕๓.๗ ของงบลงทุน มีเพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ดำเนินการล่าช้า ขณะที่มาตรการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี ๒๕๕๙ กรมฯ ได้ทำหนังสือไปยังทุกหน่วยงานให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ตั้งแต่งบลงทุนของหน่วยงานผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในวาระ ๒ ดังนั้น เมื่องบมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ จะได้เบิกจ่ายได้ทันที ล่าสุด มีกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมชลประทานที่ได้ส่งเรื่องมาเพื่อเบิกงบลงทุนหลายโครงการแล้ว น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังได้มาก
นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงมีแผนจะลงทุนโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ระยะเร่งด่วนในปีงบประมาณ ๒๕๕๘ – ๒๕๖๔ วงเงินลงทุนรวม ๒๘๑,๐๒๐ ล้านบาท ประกอบด้วย พัทยา – มาบตาพุด วงเงินลงทุน ๒๐,๒๐๐ ล้านบาท โดยรัฐจะลงทุนใช้เงินจากค่าผ่านทาง การลงทุนเริ่มปีงบ ๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ เส้นทางบางปะอิน – สระบุรี วงเงินลงทุน ๘๔,๖๐๐ ล้านบาท รัฐลงทุนโดยกู้เงิน การลงทุนเริ่มปีงบ ๒๕๕๙ – ๒๕๖๒ เส้นทางบางใหญ่
– กาญจนบุรี วงเงินลงทุน ๕๕,๖๒๐ ล้านบาท รัฐลงทุนโดยกู้เงิน การลงทุนเริ่มปีงบ ๒๕๕๙ – ๒๕๖๒ เส้นทางนครปฐม – ชะอำ วงเงินลงทุน ๘๐,๖๐๐ ล้านบาท และบางปะอิน – นครสวรรค์ อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการลงทุน
นายประศักดิ์ บัณฑุนาค รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ปีงบ ๒๕๕๙ มีแผนประกาศจัดซื้อจัดจ้างทำถนน ๓ ช่วง คือ ระหว่างวันที่ ๓ – ๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ ไม่น้อยกว่า ๘๖๒ รายการ คิดเป็น ร้อยละ ๓๓.๐๔ ของจำนวนโครงการทั้งหมด ๒,๖๐๙ รายการ ช่วงที่ ๒ วันที่ ๑๗ – ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ จัดซื้อจัดจ้างอีกไม่น้อยกว่า ๙๓๙ รายการ คิดเป็น ร้อยละ ๓๕.๙๙ ส่วนช่วง ๓ เดือนกันยายน ๒๕๕๘ จะจัดซื้อจัดจ้างอีกไม่น้อยกว่า ๘๐๘ รายการ

หนุนผู้ประกอบการประมูลงาน
นายไตรรงค์ บุตรากาศ ประธานเจ้าหน้าบริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การวางแผนของภาครัฐในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ มอเตอร์เวย์ ระบบขนส่งมวลชน ระบบรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง โครงการบริหารจัดการนํ้า กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุน แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มผู้รับเหมาโครงการภาครัฐที่ได้ขึ้นทะเบียนและมีประสบการณ์ในการรับเหมาก่อสร้างโครงการของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมชลประทาน กรมทางหลวงชนบท และกรมทางหลวง เป็นต้น โดยมีธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขึ้นทะเบียนแล้วสามารถเข้าประมูลงานของรัฐได้ทันทีจำนวน ๑,๖๐๐ กิจการ
ส่วนกลุ่มที่ ๒ กลุ่มผู้รับเหมาภาคเอกชนหรือผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วไป สามารถเข้าไปรับเหมาสัญญาย่อยจากผู้รับเหมากลุ่มแรก และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง เช่น ธุรกิจผลิตวัสดุก่อสร้าง ค้าปลีกค้าส่งวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือและอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องจักรกลก่อสร้าง กลุ่มที่ปรึกษางานก่อสร้าง และกลุ่มขนส่ง

“ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คือ กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ ๓๗.๔ ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่า ๔.๔๕๔ ล้านล้านบาท สำหรับธนาคารฯ มีสัดส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีสูงถึงร้อยละ ๔๐ จากกลุ่มลูกค้าทั้งหมด ในการดูแลลูกค้าเอสเอ็มอี ธนาคารฯ ได้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุดมากที่สุด รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถเชิงประสิทธิภาพให้กับเอสเอ็มอีผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ Lean Supply Chain by TMB สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าประมูลงานกับภาครัฐ ซึ่งจะต้องดำเนินการผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e – Bidding ธนาคารฯ ได้พัฒนาบริการคํ้าประกันทางอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อกับระบบ e – Bidding ของภาครัฐด้วยมาตรฐานเดียวกัน”

นายไตรรงค์ กล่าวต่อว่า บริการคํ้าประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ (TMB e – Guarantee) เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการประมูลงานภาครัฐฯ
ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดขั้นตอนในการดำเนินการ ด้วยการดำเนินการออกหรือการยกเลิกคํ้าประกันให้ทันที (Real – time) โดยเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อกับระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e – Bidding ของรัฐบาล และครอบคลุมการคํ้าประกันอย่างครบวงจรธุรกิจ ได้แก่ คํ้าประกันการยื่นซองประกวดราคา (Bid Bond) คํ้าประกันการปฏิบัติตามสัญญา (Performance Guarantee) คํ้าประกันการรับเงิน ค่าจ้าง/ค่าพัสดุ ล่วงหน้าหรือก่อนการตรวจรับ (Advance Payment Guarantee) และคํ้าประกันการรับเงินประกันผลงาน (Retention Guarantee) ผู้ประกอบการสามารถทำรายการขอคํ้าประกันได้อย่างสะดวกผ่านระบบ e – Bidding โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อธนาคารฯ แต่ได้ข้อมูลครบถ้วน ไม่พลาดทุกการประมูล และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
“บริการคํ้าประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ มุ่งเจาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการประมูลงานกับภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการรับเหมาก่อสร้าง ไอที สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การพิมพ์ และวางระบบ เป็นต้น โดยตั้งเป้ารายได้จากบริการไว้ที่ ๕๐ ล้านบาทในปีนี้”

 

Read more
‘เห่อเทคโนโลยี ชอบสังคม รักสุขภาพ’ พฤติกรรมเปลี่ยน ‘โอกาสธุรกิจ’เปลี่ยน

วิถีชีวิตผู้คนที่กำลังก้าวสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น พร้อมๆ กับจำนวนคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการใช้และเข้าถึงเทคโนโลยีได้สะท้อนถึงค่านิยมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนชั้นกลางในเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิด’โอกาสธุรกิจ’และการตลาดจากความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดเทคโนโลยีที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

แม้ในประเทศไทย ผู้บริโภคมีค่านิยมที่สวนทางจากสังคมโลกและภูมิภาคเอเชีย โดยยึดหลักประเพณีนิยมในการดำเนินชีวิต ที่นับเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ อย่างไรก็ตาม ในหลายปีนี้ การให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้สร้างความน่าสนใจในเชิงธุรกิจ ทั้งจากการเติบโตและมูลค่าการใช้งานเทคโนโลยีที่สูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดสมาร์ทโฟนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่าในช่วงไม่กี่ปี

ล่าสุด จีเอฟเค บริษัทให้บริการข้อมูลธุรกิจ การตลาด และการศึกษาวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค แนะนำให้ภาคธุรกิจเจาะตลาดผู้บริโภคในไทย โดยยึดหลักกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาดในแบบสากล ผสมผสานเข้ากับความเคารพในวิถีชีวิตภายใต้กรอบความเชื่อทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณี ร่วมกับแนวทางใหม่เชิงการตลาดที่มุ่งเน้นแบ่งปันการใช้ชีวิต รวมถึงสื่อสารผ่านช่องทางการใช้งานอุปกรณ์ที่หลากหลาย

Thai consumer 2015 exclusive ISSUE577 econnews

ค่านิยมคนไทยสวนกระแสโลก

นางดารณี เจริญรัชต์ภาคย์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา จีเอฟเค ประเทศไทย เปิดเผยว่า องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้ประเมินว่าจำนวนชนชั้นกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก ๑,๘๐๐ ล้านคน เป็น ๔,๙๐๐ ล้านคนในปี ๒๕๗๓ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมืองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดย OECD ระบุว่า จำนวนชนชั้นกลางในทวีปเอเชียคิดเป็นร้อยละ ๖๖ ของจำนวนชนชั้นกลางทั่วโลก

ทั้งนี้ จีเอฟเค คาดว่า ภายในปี ๒๕๙๓ ประชากรโลกจำนวนร้อยละ ๗๕ จะอาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนชั้นกลางมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชีย และผลการศึกษาเกี่ยวกับผู้บริโภคในหลากหลายแง่มุมในปัจจุบัน พบ ๓ ปัจจัยที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคซึ่งภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญ เพื่อโอกาสการพัฒนาธุรกิจ

ปัจจัยแรก คือ ค่านิยม จากการศึกษาและวิเคราะห์ค่านิยมของผู้บริโภคในเชิงลึกของจีเอฟเค พบว่า ในระดับสากล ผู้บริโภคถูกจำแนกโดยวัดจากค่านิยมที่แบ่งออกเป็น ๗ ประเภท ได้แก่ ผู้ยึดหลักความสำเร็จ (Achievers) ผู้ที่ยึดหลักประเพณีนิยม (Traditionalists) ผู้ยึดหลักอุปถัมภ์ (Nurturers) ผู้ที่ยึดหลักบรรทัดฐานทางสังคม (Social Rationals) ผู้ที่ยึดหลักความอยู่รอด (Survivors) ผู้ที่ยึดหลักการของตัวเอง (Self – Directeds) และผู้ที่ยึดหลักสุขนิยม (Hedonists)

“ผลการศึกษาพบว่า ตลาดของคนชั้นกลางในเมืองทั่วโลกเทียบกับเอเชียแปซิฟิก มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดทั่วโลกมีผู้บริโภคที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่นิยมความสำเร็จ คิดเป็นร้อยละ ๓๑ และผู้ยึดหลักประเพณีนิยมร้อยละ ๑๖ ขณะที่เอเชียแปซิฟิกมีผู้ที่นิยมความสำเร็จร้อยละ ๔๑ และผู้ยึดหลักประเพณีนิยมร้อยละ ๒๒”

นางดารณี กล่าวว่า ผู้บริโภคในเอเชียส่วนใหญ่ เป็นผู้ยึดหลักความสำเร็จ จะให้ความสำคัญอย่างมากต่อการประสบความสำเร็จและการแสดงถึงสถานะทางสังคม โดยอาจยึดเอาผลประโยชน์ของตนเองไว้เหนือผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ยึดหลักประเพณีนิยม มีความเชื่อในวิถีชีวิตที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ภายใต้กรอบความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรมและจารีตประเพณี ทำให้ยึดถือและปฏิบัติตามกฏเกณฑ์และบรรทัดฐานที่สังคมกำหนด
จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในเอเชีย ประเทศอินเดียและจีนมีจำนวนของผู้ที่ยึดหลักความสำเร็จมากที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ ๖๗ และ ๔๐ ตามลำดับ รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย ขณะที่ในประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้ ร้อยละ ๓๐

“ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียมีสัดส่วนของผู้ที่ยึดหลักความสำเร็จสูง แต่ประเทศไทยกลับสวนกระแส โดยมีจำนวนของผู้ยึดหลักประเพณีนิยม ในสัดส่วนที่สูงมากถึงร้อยละ ๔๔ และโดยทั่วไปผู้ยึดหลักประเพณีนิยม มักจะโน้มเอียงไปในทางที่ปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมค่อนข้างตํ่า”

ทำงานหนัก ห่วงสุขภาพ

นางดารณี กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ ๒ คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน ผลศึกษาพบว่าชนชั้นกลางในเอเชียใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน และพนักงานประจำในไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงที่สุด เมื่อเทียบกับการศึกษาในเอเชียและประเทศอื่น รวมทั้งสิ้น ๒๑ ประเทศ โดยทำงาน ๕๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เทียบกับค่าเฉลี่ยการทำงานของพนักงานประจำทั่วโลกอยู่ที่ ๓๖ ชั่วโมงต่อสัปดาห์

Tech spending in Emerging Asia ISSUE 577 econnews

นอกจากนี้ อินเดียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงถึง ๕๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนจีนและอินโดนีเซีย มีจำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยตํ่ากว่าอยู่ที่ ๔๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ญี่ปุ่นมีชั่วโมงการทำงานน้อยเฉลี่ยอยู่ที่ ๓๗ ชั่วโมงต่อสัปดาห์

“ชนชั้นกลางในเมืองมีจำนวนมากขึ้น แต่มีเวลาน้อยลงและต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย รวมถึงปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นเมือง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ ทำให้การใช้ชีวิตของคนชั้นกลางในเมืองกลายเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจอาหาร ความบันเทิง ผลิตภัณฑ์อำนวยความสะดวกที่ช่วยให้จิตใจมีความสุขและความสงบ”

เมื่อมีเวลาที่น้อยลง ต้องทำงานมากขึ้นและมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัย ผู้บริโภคในไทยร้อยละ ๗๕ ให้ความสำคัญมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่คุ้นเคยและน่าเชื่อถือ โดยผู้บริโภคทั้งในจีน อินเดีย และไทย ให้ความสำคัญต่อแบรนด์ในการเลือกซื้อสินค้าอยู่ในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีความน่าสนใจซึ่งผลการศึกษาชี้ว่า ประเทศไทยติดหนึ่งใน ๑๐ ของตลาดเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคมียอดการใช้จ่ายเติบโตสูงที่สุดในปัจจุบัน แม้ยังเป็นรองตลาดในภูมิภาคเอเชีย เช่น ปากีสถาน อินเดีย เวียดนาม

เทคโนโลยีผลักพฤติกรรม

สำหรับปัจจัยที่ ๓ นางดารณี กล่าวว่า ได้แก่พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคมากที่สุด โดยการเติบโตของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเอเชีย ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนราคาถูกที่สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิทัล เครื่องเล่นสื่อแบบพกพา และเครื่องมือนำทางในรถยนต์

“การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคชนชั้นกลางที่เกิดจากการขับเคลื่อนส่งผ่านจากการเติบโตของตลาดเทคโนโลยี ถือเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วเอเชีย แต่ตลาดเทคโนโลยีในประเทศไทย มีความน่าสนใจอย่างมาก เมื่อพิจารณาจากการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนที่มาแรงมากกว่าประเทศอื่น รวมถึงในด้านพฤติกรรมที่แตกต่างจากทั่วโลกที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้งานรับส่งอีเมล์เป็นหลัก แต่ผู้บริโภคไทยใช้ในการเชื่อมต่อสังคมออนไลน์ ดูคลิปวิดีโอและรายการทีวี”

นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ตลาดสมาร์ทโฟนในไทย เติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า ๘ เท่าตัว และมีมูลค่าตลาดรวม ๓,๑๕๖ ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว ๑๐๗,๓๒๙ ล้านบาท) ตามด้วยตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เติบโตร้อยละ ๒๐ มูลค่าตลาดรวม ๖๙๔ ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว ๒๓,๖๑๕ ล้านบาท) สอดคล้องกับข้อมูลการเติบโตของแท็บเล็ต แม้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างใหม่ แต่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีมูลค่าตลาดรวม ๓๗๘ ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว ๑๒,๘๖๓ ล้านบาท) เติบโตจนใกล้เคียงกับสมาร์ททีวีที่วางตลาดมายาวนานก่อนหน้านี้ แต่มีมูลค่าการเติบโตเพียง ๔๐๗ ล้านเหรียญสหรัฐฯ (๑๓,๘๗๐ ล้านบาท)

Device owned exclusive ISSUE 577 econnews

สำหรับการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคในประเทศไทยจำนวน ๙๘๙ คน มีอายุระหว่าง ๑๑ – ๗๐ ปี พบว่า ร้อยละ ๗๐ ใช้สมาร์ทโฟน, ร้อยละ ๒๓ ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ธรรมดา, ร้อยละ ๑๘ ใช้แท็บเล็ต, ร้อยละ ๑๗ ใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปส่วนตัว, ร้อยละ ๑๓ ใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปส่วนตัว และร้อยละ ๑๒ ใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปของที่ทำงานจำนวนกลุ่มตัวอย่าง คิดเป็น ๒ ใน ๓ ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยร้อยละ ๗๗ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน, ร้อยละ ๕๓ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่บ้าน, ร้อยละ ๓๓ เข้าถึงที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยหรือที่ทำงาน และร้อยละ ๒๔ เข้าถึงจากจุดเชื่อมต่อ WiFi

“จากการเติบโตของสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และสื่อข้อมูลดิจิทัล ที่เพิ่มสูงขึ้น แสดงถึงกลุ่มชนชั้นกลางในไทยมีการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่ง โดยให้ความสำคัญอย่างมากในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่าง ๆ” นางดารณี กล่าวและว่า การวิจัยพบว่ากิจกรรมหลักของผู้บริโภคบนอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน คือ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ร้อยละ ๕๘ การดูคลิปวิดีโอหรือรายการต่าง ๆ ร้อยละ ๔๓ การรับส่งอีเมล์ ร้อยละ ๓๘ และการดูทีวี การสนทนา การอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารออนไลน์ ร้อยละ ๒๒”

Activities on Internet exclusive ISSUE 577 econnews

ตลาดเทคโนโลยีที่เติบโตสูงมากในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี โดยเฉพาะตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทย ทำให้การวิจัยและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงการตลาด มุ่งเจาะลึกลงไปถึงกลุ่มผู้บริโภคในระดับที่กว้างขึ้น สู่กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงล่างมากขึ้น จากในอดีตที่การศึกษากลุ่มตัวอย่างจะจำกัดอยู่เพียงในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อสูงกว่า

“ทำให้ผลการศึกษาล่าสุดของจีเอฟเค พบว่า ผู้บริโภคไทยนิยมค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวทางออนไลน์สูงถึงร้อยละ ๑๕ และร้อยละ ๑๑ สั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ ส่วนกลุ่มที่มีการดูทีวีบนอินเทอร์เน็ตมากเป็นพิเศษ อยู่ในกลุ่มอายุน้อยระหว่าง ๑๑ – ๑๙ ปี คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๒๘”

นางดารณี เปิดเผยว่า ในกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต มักจะใช้งานเพื่อรับชมทีวี โดยผู้บริโภคร้อยละ ๖๑ ยังคงเห็นว่าข้อมูลสื่อโทรทัศน์มีความน่าสนใจ น่าจดจำและน่าเชื่อถือมากที่สุด และครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ให้ความเห็นว่า สื่อโทรทัศน์จะยังคงมีอิทธิพลมากที่สุดเหนือสื่ออื่น ๆ ในอนาคต แต่ช่องทางที่ใช้ในการรับชมเปลี่ยนแปลงไป ตามการใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มากขึ้น

ธุรกิจใช้ความต่างเจาะตลาด

ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา จีเอฟเค ประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับภาคธุรกิจจะต้องพัฒนาไปในทิศทางที่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายและสังคมรอบด้านในหลากหลายช่องทางมากขึ้น ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่สามารถรองรับอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายในรูปแบบของการใช้ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง สร้างการหลอมรวมและการผสมผสานของเทคโนโลยี (Convergence Technology) ที่เชื่อมโยงกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถสวมติดตัวได้ แว่นตาอัจฉริยะที่ถ่ายภาพได้ นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ เครื่องนุ่งห่มที่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย เครื่องตรวจวัดสุขภาพสำหรับสวมติดตัว อุปกรณ์ฟิตเนสและเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ จะมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ การทำการตลาดที่ประสบความสำเร็จท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของความเป็นเมืองและคนชั้นกลางที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะในไทยที่ผู้บริโภคยังมีค่านิยมและพฤติกรรมที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั้งในภูมิภาคและของโลก ภาคธุรกิจจะต้องกำหนดกลยุทธ์ให้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ได้แก่

๑. โลกาภิวัฒน์แบบไทย (Globalthaization) ที่พัฒนามาจากการนำจุดแข็งของโลกาภิวัฒน์มาใช้ร่วมกับการเคารพในความเชื่อที่ฝังรากลึก ทั้งวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของคนไทย

๒. นำแนวคิดการตลาดที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันการใช้ชีวิต (Share of Life) เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น จะมีบทบาทมากกว่าแนวคิดการตลาดที่มีเป้าหมายเพื่อการแบ่งปันเงินในกระเป๋าผู้บริโภค (Share of Wallet) เพียงอย่างเดียว

๓. ใช้กลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารหลากหลายช่องทางแบบครบวงจร (Multi-Platform) โดยเฉพาะกลยุทธ์ด้านอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทโฟนที่กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไปแล้ว

เรื่องจากปก หนังสือพิมพ์อีคอนนิวส์  ปีที 26 ฉบับ 577

ประจำเดือนกรกฎาคม 2558 หน้า 12

Read more
หยุดหากินกับคนป่วย ถึงเวลา’ควบคุมราคายา’

หลายๆ ประเทศในสังคมโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ล้วนมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อ’ควบคุมราคายา’ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับรายได้และค่าครองชีพในประเทศ โดยการควบคุมราคาทั้งในกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยา กระบวนการคัดเลือกยาเข้าสู่บัญชียาหลัก และกระบวนการเบิกจ่ายยาของผู้จ่ายค่ายารายใหญ่
ขณะที่ประเทศไทย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) พบหลักฐานที่ชี้ชัดว่า โรงพยาบาลรัฐซื้อยาต้นแบบในราคาสูงกว่าราคายาอ้างอิงสากลมากถึง ๓.๓ เท่า หมายถึงคนไทยใช้ยาในราคาแพงกว่าคนในประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้ต่อประชากร (GDP per capita) สูงกว่า นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยที่ระบุว่า ประเทศไทยไม่มีมาตรการควบคุมราคายาที่เหมาะสม ซึ่งจำเป็นต้องใช้มาตรการกำหนดให้มีการรายงานโครงสร้างราคายาและการแสดงสถานะสิทธิบัตรยา
ข้อเท็จจริงนี้ สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติในรายงานประจำปี ๒๕๕๗ ที่ระบุถึงความเป็นไปได้ในการนำมาตรการควบคุมราคายามาบังคับใช้ โดยเฉพาะในกระบวนการคัดเลือกยาเพื่อบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ การขึ้นทะเบียนยาและการเบิกจ่ายยา
ทั้งนี้ หากว่าผู้เกี่ยวข้องกับการออกมาตรการควบคุมราคายา กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบการค้าเสรี ในประเทศที่ดำเนินมาตรการควบคุมราคายา ได้ดำเนินการอยู่ภายใต้ข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อการค้าการลงทุน และไม่มีปัญหาการเข้าถึงยาใหม่ แต่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยาได้มากขึ้นในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
ไทยขาดนโยบายราคายา
ภญ. ดร. ชะอรสิน สุขศรีวงศ์ รองศาสตราจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากโครงการศึกษาติดตามราคายาในประเทศ พบว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีนโยบายด้านราคายาในประเทศ และการควบคุมราคายา ดังนั้น จึงต้องกำหนดนโยบายให้ชัดเจน เช่น จะมีแนวทางในการจัดซื้อยาร่วมกันอย่างไร เพื่อลดความแปรผันของต้นทุนและให้ได้ราคาทุนที่ตํ่าลง ใกล้เคียงกับราคาต้นทุนในต่างประเทศมากขึ้น โด

ยการจัดซื้อยาร่วมกัน อาจเป็นระดับจังหวัด ประเทศจนถึงนานาประเทศ เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด

“นอกจากนี้ ควรมีการสำรวจต้นทุนราคายาเป็นประจำ เพื่อแนะนำต้นทุนราคายาที่ตํ่าที่สุดที่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้ เพื่อให้โรงพยาบาลใช้เป็นราคาในการเจรจาจัดซื้อยาบางรายการที่ไม่ได้จัดซื้อร่วมกัน”

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบการกำหนดราคาขายยาของโรงพยาบาลรัฐ ยังมียาบางรายการที่ไม่เป็นไปตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด หรือขายเกินกว่าที่กำหนดให้ แสดงให้เห็นถึงระบบ Direct price control ของไทย ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คือ เกณฑ์การเบิกจ่ายยาของกรมบัญชีกลาง นอกจากจะไม่สร้างแรงจูงใจให้โรงพยาบาลและแพทย์ประหยัดค่าใช้จ่ายยา โรงพยาบาลยังสามารถทำกำไรจากการจ่ายยาที่มีราคาแพงมากกว่ายาที่มีราคาถูก

“เช่น กรณีที่แพทย์จ่ายยาสามัญเม็ดละ ๑ บาท ให้แก่ผู้ป่วย โรงพยาบาลจะสามารถเบิกจ่ายค่ายาจากกรมบัญชีกลางได้ในราคา ๑.๕๐ บาท ทำให้มีกำไร ๕๐ สตางค์ แต่หากโรงพยาบาลจ่ายยาต้นแบบที่มีราคาเม็ดละ ๑๐๐ บาท จะสามารถเบิกจ่ายได้ ๑๒๑ บาท หรือมีกำไรสูงสุดถึง ๒๑ บาทต่อเม็ด การเลือกจ่ายยาที่มีราคาแพง จึงเป็นช่องทางในการหารายได้ของโรงพยาบาลของรัฐ”

‘ลิขสิทธิ์’ ต้นเหตุยาแพง

นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์เพื่อเข้าถึงการรักษา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า โรคไวรัสตับอักเสบซีกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญของโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย ที่ผ่านมา การรักษาต้องใช้ยาฉีด คือ เพ็กอินเตอร์เฟอร์รอน (Peg interferon) ซึ่งรวมอยู่ในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แต่จากการใช้ระยะเวลารักษาที่ยาวนานกว่า ๖ เดือน และมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่มีระดับตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงรุนแรงมาก ทำให้ผู้ป่วยหลายรายต้องหยุดการรักษา กรณีผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีโอกาสป่วยด้วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด
ปัจจุบัน ในต่างประเทศมียาตัวใหม่ที่ชื่อ โซฟอสบูเวียร์ (Sofosbuvir) สามารถใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาดได้ ระยะเวลาการรักษาสั้นลงและมีผลข้างเคียงน้อย แต่มีราคายาที่แพงมาก เม็ดละ ๓๐,๐๐๐ บาท หรือกว่า ๒.๕ ล้านบาท สำหรับการรักษาต่อเนื่อง ๓ เดือน โดยองค์การอนามัยโลกได้ประเมินจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกกว่า ๑๕๐ ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อคิดเป็นร้อยละ ๒ – ๒.๙ หรือประมาณ ๑.๒ – ๑.๗ คน

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวยามีราคาแพง เป็นเพราะการผูกขาดตลาด โดยใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาในทางที่ไม่ชอบ และในระดับสากล โซฟอสบูเวียร์ ยังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนว่าสมควรที่จะได้รับสิทธิบัตรอยู่ในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ยุโรป อียิปต์ โมร็อคโค ยูเครน รัสเซีย จีน อินโดนีเซีย เนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิตยายังไม่เข้าหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรในเรื่องความใหม่ของเทคโนโลยีและพัฒนาขั้นตอนการผลิตที่สูงขึ้น”

นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ในประเทศไทย บริษัทกิลิแอด ผู้ผลิตได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรยาโซฟอสบูเวียร์ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ รวมถึงยื่นคำขอเพิ่มเติม แต่จากการเข้าถึงหรือสืบค้นข้อมูลคำขอรับสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่เปิดให้บุคคลทั่วไป เข้าถึงได้ยาก ทำให้การยื่นคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำได้ตามกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินได้ทันการณ์ก่อนที่จะหมดเวลาคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตร ส่งผลให้ยาสามัญที่มีราคาถูกกว่า แต่เข้ามาแข่งขันไม่ได้ เกิดการผูกขาดตลาดและราคายาของผู้ผลิตรายเดียว โดยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่สามารถรวมยาชนิดนี้เอาไว้ในระบบสิทธิประโยชน์เพื่อการรักษาได้

“เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค หากราคายายังคงแพงลิบลิ่ว ขณะที่มีผู้ป่วยอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการการรักษาให้ทันเวลา ล่าสุด ทางเลือกที่จะนำเข้ายาสามัญจากอินเดีย ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตยาสามัญที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ถูกปิดตายไปแล้ว เนื่องจากบริษัทกิลิแอด ได้ทำสัญญากับบริษัทยาในอินเดียในการผลิตและขายยาตัวนี้ โดยมีเงื่อนไขห้ามขายให้กับ ๕๑ ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง รวมถึงไทย ส่วนทางเลือกการผลิตยาขึ้นเองในประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะอุปสรรคเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาและการควบคุมวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องนำเข้าตัวยาจากต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ”

กระทรวงพาณิชย์ไร้นํ้ายา

ผศ. ภญ. ดร. นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงาน ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า ปัจจุบัน แม้ยาเป็นสินค้าควบคุมราคาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งกำกับดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์ แต่ก็เป็นราคาที่ถูกกำหนดโดยบริษัทยาในลักษณะที่เป็นอิสระ ไม่มีหน่วยงานในการควบคุมหรือต่อรองราคายาก่อนวางจำหน่าย ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบและไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคายาก่อนการขึ้นทะเบียนยา รวมถึงไม่มีการใช้มาตรการควบคุมราคาใด ๆ เช่นเดียวกับไม่มีกฎหมายหรือระบบควบคุมกำไรในภาคเอกชนผู้ผลิตยา มีเพียงกลไกการควบคุมของภาครัฐไม่ให้จำหน่ายเกินราคาที่ระบุโดยผู้ผลิต
“การควบคุมราคายา ไม่เข้มงวดเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่น เนื่องจากข้อมูลโครงสร้างต้นทุนที่รายงานโดยผู้ผลิตยา ขาดความครบถ้วนและบริษัทยาจำนวนน้อยมากที่แจ้งราคาต้นทุนและราคาตามข้อกำหนดสำหรับการวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับข้อมูลการขึ้นทะเบียนยา มีบริษัทที่ยื่นขอขึ้นราคายาค่อนข้างน้อย ทั้งที่การสุ่มราคายาในตลาดของกระทรวงพาณิชย์และข้อมูลทางวิชาการ พบว่า มีการขึ้นราคายา”
ภญ. ดร. นิยดา กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่กลไกอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลอยู่ ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ครอบคลุมเพียงพอในการควบคุมราคายา ขณะที่คำชี้แจงของกระทรวงพาณิชย์ต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมา ดำเนินการได้เฉพาะในเรื่องการตรวจสอบการติดราคาจำหน่ายยาเท่านั้น แต่ไม่สามารถควบคุมราคายาและการเข้าถึงยาของประชาชน
“ยิ่งมีระบบประกันสุขภาพเต็มรูปแบบมากเท่าใด ยิ่งต้องมีการควบคุมราคายาที่เข้มงวดควบคู่ไปด้วยกัน ซึ่งประสบการณ์จากในต่างประเทศที่ผ่านมา พยายามดำเนินการกันแทบทั้งนั้น และทำได้สำเร็จ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม แต่ประเทศไทยที่ยิ่งนานวัน ต้องมีการนำเข้าตัวยาจากต่างประเทศมากขึ้น ขณะนี้คิดเป็น ร้อยละ ๘๐ ของยาที่ใช้ในประเทศแล้ว และต้นทุนค่ายา คิดเป็น ร้อยละ ๗๐ ของต้นทุนค่ารักษาพยาบาล เราจึงไม่อาจยอมรับการผูกขาดโดยใช้สิทธิบัตรและกำหนดราคายาที่ไร้การควบคุม”

ชี้กลุ่มทุนแทรกแซงเชิงนโยบาย

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักวิชาการ ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทในการควบคุมและกำหนดราคายาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ๒๕๔๒ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการในเรื่องของการตรวจสอบการติดราคายาและห้ามจำหน่ายเกินราคาที่ติดป้าย จึงยังมีคำถามถึงต้นเหตุที่แท้จริงของราคายาแพงเกินกว่าประชาชนจะเข้าถึงได้ และบทบาทของคณะอนุกรรมการควบคุมราคายา รวมถึงที่มาของต้นทุน การตั้งราคาและโครงสร้างราคายา

นางสาวกรรณิการ์ กล่าวว่า การควบคุมราคายา จะเปิดโอกาสให้บริษัทยาชี้แจงข้อมูลและใช้โครงสร้างราคายาเป็นพื้นฐานในการควบคุม เพื่อไม่ให้กำหนดราคายาตามความพอใจ ป้องกันการใช้สิทธิบัตรยา เอาเปรียบด้วยการกีดกันไม่ให้ยาออกสู่ตลาดทันทีที่อายุสิทธิบัตรสิ้นสุดลง โดยจากมาตรการควบคุมราคายาที่หลายประเทศนำมาบังคับใช้แล้ว ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุน การเข้าถึงยาใหม่ของผู้ป่วย และผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่จะขอขึ้นทะเบียนยา ตามประเด็นคัดค้านที่กระทรวงพาณิชย์และบรรษัทยาข้ามชาติใช้เป็นข้ออ้าง เนื่องจากถือเป็นมาตรการสากลที่นานาชาติยอมรับ

“แม้อยู่ในยุคของรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ยังคงมีกลุ่มผลประโยชน์ระดับประเทศที่เข้าไปแทรกแซงในเชิงนโยบาย ดังเช่นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีความพยายามคัดค้านมาตรการบังคับใช้สิทธิ CL หรือช่องทางเข้าถึงยา ปัจจุบันสิ่งที่เราเรียกร้องและกำลังจับตาการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การปฏิเสธการใช้สิทธิบัตรยา แต่ไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาดของผู้ผลิตยาจากการใช้สิทธิบัตรเป็นข้ออ้าง ทั้งที่ไม่ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาอย่างแท้จริง โดยหลังจากรัฐประหาร เราพบความเข้มข้นของการพยายามแทรกแซงในเชิงนโยบาย กลับยิ่งดูหนักข้อมากขึ้นด้วยซํ้า จะหักล้างข้อสงสัยได้ด้วยการคงมาตรา ๒๙๔ (๔) เอาไว้ เพื่อให้กฎหมายสูงสุดที่รองรับการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ. ยา ที่มีกลไกควบคุมราคายาและระบบการต่อรองราคายา”

จับตารัฐธรรมนูญคุมค่ารักษา

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในภาค ๔ ว่าด้วยการปฏิรูปและการปรองดอง หมวด ๒ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมลํ้าและสร้างความเป็นธรรม โดยในส่วนที่ ๒ การปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๔ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่บัญญัติขึ้นใหม่ ไม่เคยมีปรากฏในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก่อนหน้า กำหนดการควบคุมราคายาเอาไว้ในร่างมาตรา ๒๙๔ (๔) ที่ระบุให้มีการพัฒนากลไกการกำกับดูแลระบบสุขภาพและการให้บริการ

สุขภาพในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่เป็นธรรม กำกับควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ให้มี

สุขภาพในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่เป็นธรรม กำกับควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ให้มีราคาและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ

แต่คำขอของสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ภายใต้ คสช. กลับจะให้ตัดเนื้อหาที่ระบุในร่างมาตรา ๒๙๔ (๔) ออกแทบทั้งหมด โดยอ้างว่ามาจากการรวบรวมความคิดเห็นต่อหน่วยงานราชการ ทั้งที่ภาครัฐมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมที่ขัดแย้งกันเอง นั่นคือ การส่งเสริมให้มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของชาวต่างชาติ ขณะที่ยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร จึงยังขอยืนยันให้คงเนื้อหามาตรา ๒๙๔ (๔) เอาไว้ เพื่อปฏิรูประบบสาธารณสุข ลดความเหลื่อมลํ้าและการผูกขาดการรักษาพยาบาล สถานพยาบาลของนายทุน รวมถึงผลักดันพลเมืองให้เป็นใหญ่ตามเจตนารมย์ของการร่างรัฐธรรมนูญ”

มาตรา 294(4) ควบคุมราคายา ISSUE 276 econnews

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง  เหตุที่ต้องยื่นโครงสร้างราคาและสถานะสิทธิบัตรเพื่อขึ้นทะเบียนยา

เรื่องจากปก หนังสือพิมพ์อีคอนนิวส์  ปีที 26 ฉบับ 576

ประจำเดือนมิถุนายน 2558 หน้า 12

Read more
เหตุที่ต้องยื่นโครงสร้างราคาและสถานะสิทธิบัตรเพื่อขึ้นทะเบียนยา

ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จัดทำเอกสารชี้แจงการกำหนดให้ยื่นโครงสร้างราคายาและข้อมูลสถานะสิทธิบัตร ในการยื่นขอขึ้นทะเบียนตำรับยา ตามมาตรา ๔๘ และ ๔๙ ตามร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับกระทรวงสาธารณสุข (๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗) และฉบับคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ ๑๐๑๗/๒๕๕๗) ซึ่งเป็นมาตราที่กระทรวงพาณิชย์และบรรษัทยาข้ามชาติต้องการให้ตัดทิ้ง

ทั้งนี้ มาตรา ๔๘ ระบุการขอขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องมีรายงานข้อมูล ดังนี้

(๑๐) ข้อมูลสิทธิบัตร ในกรณีเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร หรือข้อมูลสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ในกรณีเป็นยาแผนไทยที่ได้จดทะเบียนสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ประเภทตำรับยาแผนไทยส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

(๑๑) ข้อมูลโครงสร้างราคายา ในกรณีเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการเฉพาะเรื่องประกาศกำหนดมาตรา ๔๙ ห้ามผู้อนุญาตรับขึ้นทะเบียนตำรับยา เมื่อเห็นว่า(๕) ยาที่ขอขึ้นทะเบียนตำรับยามีสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรที่มีโครงสร้างราคายาไม่เหมาะสมหรือไม่คุ้มค่า

ประเด็นคัดค้านมาตรา ๔๘ และ ๔๙ (ตามหนังสือของกระทรวงพาณิชย์ ที่ พณ ๐๗๐๓/๒๗๕ ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๘) ประกอบด้วย

- ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน เนื่องจากไทยมีนโยบายที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์บริการด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลในภูมิภาค (Medical Hub) การสร้างข้อจำกัดให้ยาบางตัวไม่สามารถขึ้นทะเบียนและวางจำหน่ายได้ จะกระทบต่อการดำเนินนโยบายให้ถึงเป้าหมาย และจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและบรรยากาศการลงทุน หาก อย. ไม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติขึ้นทะเบียนยาด้วยเหตุโครงสร้างราคายาที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ จะถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐไทยผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (ISDS) ภายใต้ความตกลงการคุ้มครองการลงทุน ๓๗ ฉบับที่บังคับใช้แล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำอีกกว่า ๕๐ ฉบับ

- ผลกระทบต่อกลไกการควบคุมราคายา กระทรวงพาณิชย์ระบุว่ากรมการค้าภายในมีบทบาทในการควบคุมและกำหนดราคายาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ๒๕๔๒ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการในเรื่องการตรวจสอบการติดราคาจำหน่ายยา การเสนอ พ.ร.บ. ยา จะเป็นการเพิ่มอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีหน้าที่ในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงสร้างราคายา อาจทับซ้อนกับภารกิจของกระทรวงฯ ที่มีบทบาทหลักในการควบคุมราคาสินค้าและบริการให้เป็นธรรม

- ผลกระทบต่อการเข้าถึงยาใหม่ของผู้ป่วย ตามมาตรา ๔๘ (๑๑) ใน พ.ร.บ. ยา อาจทำให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนยาที่ไม่ต้องการเปิดเผยโครงสร้างราคายา เลือกที่จะไม่ขึ้นทะเบียนยาในประเทศไทย ส่งผลให้ไม่มียารักษา กระทบกับผู้ป่วย และเลือกปฏิบัติกับเฉพาะยาที่มีสิทธิบัตรเท่านั้น นอกจากนี้ ทำให้ผู้ป่วยที่มีความสามารถจ่ายได้ เข้าไม่ถึงตัวยา และระยะยาวจะไม่เกิดการพัฒนายาสามัญ

- ผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ขอขึ้นทะเบียนยา ตามมาตรา ๔๘ (๑๐) ที่ให้ยื่นข้อมูลสถานะสิทธิบัตรของยา เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ขอขึ้นทะเบียนยา และเพิ่มภาระให้ อย. ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

- ไม่มีมาตรฐานสากลรองรับ ตามความเห็นของผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA)

สำหรับข้อชี้แจงพร้อมข้อมูลประกอบ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ ตาม พ.ร.บ. ยา ดังนี้

๑. แก้ปัญหาที่ราคายาสิทธิบัตรและยาผูกขาดที่มีเจ้าของน้อยราย ราคาแพงมาก และความโปร่งใสของข้อมูลสิทธิบัตร
ยาเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญของระบบประกันสุขภาพ ในปี ๒๕๕๓ คนไทยบริโภคยามากกว่า ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท สาเหตุ คือ การใช้ยาต้นแบบที่มีราคาแพง โดยโรงพยาบาลของรัฐ ซื้อยาต้นแบบในราคาแพงกว่าราคายาอ้างอิงสากลถึง ๓.๓ เท่า ขณะที่ซื้อยาสามัญในราคา ๑.๔๖ เท่า ส่งผลต่อคุณภาพการรักษาและเศรษฐกิจของชาติ ทำให้เกิดความถดถอยของอุตสาหกรรมการผลิตยาในประเทศ นอกจากนี้ การที่ไม่มีหน่วยงานดูแลเรื่องราคายาของประเทศ ทำให้ระบบประกันสุขภาพในประเทศ ต้องพัฒนากลไกการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาที่หลากหลาย สร้างความยุ่งยากในทางปฏิบัติให้กับหน่วยงานบริการที่ต้องจัดหายาจำเป็นในบางรายการที่มีราคาสูงมาก และขาดอำนาจต่อรองกับบริษัทยา โดยเฉพาะยาที่มีผู้จำหน่ายรายเดียว

ขณะที่ตลาดยาไม่ใช่ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ โดยมีบริษัทยาขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งผูกขาดธุรกิจยาต้นแบบที่ใช้ทั่วโลก ทำให้ทำกำไรมากเป็นอันดับสอง รองจากอุตสาหกรรมนํ้ามัน ซึ่งบริษัทยาใช้กลวิธีที่หลากหลายในการจำหน่าย เพื่อให้ได้กำไรสูงสุดและนานที่สุด ร่วมกับกลยุทธ์ด้านส่งเสริมการขาย โดยนักเศรษฐศาสตร์ พบว่า ตลาดยาเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคาน้อย สำหรับยาที่มีผู้ผลิตจำหน่ายรายเดียวและสามารถเบิกจ่ายในระบบหลักประกันได้ มักมีปัญหาด้านความยืดหยุ่นของราคา ดังนั้น กลไกการควบคุมราคายา จึงมีความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย แม้ยาเป็นสินค้าควบคุมราคาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำกับดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์ แต่เป็นราคาที่ถูกกำหนดโดยบริษัทยาในลักษณะที่เป็นอิสระ ไม่มีหน่วยงานในการควบคุมหรือต่อรองราคายาก่อนวางจำหน่าย ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบและไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคายาก่อนการขึ้นทะเบียนยา ไม่มีการใช้มาตราการควบคุมราคาใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น internal pricing, external pricing cost plus pricing หรือ indirect profit control ไม่มีกฎหมายหรือระบบควบคุมกำไรในภาคเอกชน มีเพียงการควบคุมไม่ให้จำหน่ายเกินราคาที่ระบุโดยผู้ผลิต รวมถึงมาตรการควบคุมราคายาที่ไม่เข้มงวดเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่เพียงพอ ข้อมูลโครงสร้างต้นทุนที่รายงานโดยผู้ผลิตไม่ครบถ้วน ไม่มีการบันทึก และบริษัทจำนวนน้อยมากที่แจ้งต้นทุนและราคาตามข้อกำหนดสำหรับการวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการขึ้นทะเบียนยา มีบริษัทที่ยื่นขอขึ้นราคายาค่อนข้างน้อย ทั้งที่การสุ่มราคายาในตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์และข้อมูลวิชาการ พบว่า มีการขึ้นราคายา
จึงเห็นได้ว่า อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เพียงพอ ซึ่งจากคำชี้แจงของกระทรวงฯ ต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการในเรื่องการตรวจสอบการติดราคาจำหน่ายยาเท่านั้น นั่นคือ กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถควบคุมราคายา จนก่อให้เกิดปัญหาการเข้าถึงยาของประชาชน

๒. เหตุผลที่ต้องมีการแจ้งข้อมูลสิทธิบัตรในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนตำรับยา
– ป้องกันไม่ให้เจ้าของสิทธิบัตรเอาเปรียบด้วยการกีดกันไม่ให้ยาสามัญใหม่ผลิตออกสู่ตลาดทันทีที่สิ้นสิทธิบัตร นอกจากนี้ การระบุสถานะ’สิทธิบัตรยา’ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนตำรับยาของผู้ประกอบการ ถือเป็นผลดี ทั้งในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายาภายในประเทศ การลงทุนในอุตสาหกรรมยา โดยแหล่งทุนจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลต่อการเข้าถึงยาของประชาชน ในทางกลับกัน สามารถป้องกันการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัทยาในประเทศ จากความไม่ตั้งใจ เนื่องจากปัจจุบันฐานข้อมูลสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ไม่ง่ายต่อการสืบค้นหาตัวยาที่มีสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่ ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิบัตร รวมถึงการไม่กล้าลงทุนวิจัยยาภายในประเทศ

- เป็นมาตรการที่ใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะอย่างเป็นระบบ โดยจะพบข้อมูลสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับยาที่ขึ้นทะเบียนอยู่อย่างชัดเจน รวมถึงญี่ปุ่น ผู้ประกอบการต้องระบุสถานะสิทธิบัตรของตัวยาสำคัญ เพื่อประกอบการขอขึ้นทะเบียนตำรับยา การที่บรรษัทยาข้ามชาติ จะอ้างเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นในการขอขึ้นทะเบียนยา และเพิ่มภาระของ อย. ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ไม่น่าจะเป็นภาระที่หนักหนามากสำหรับการขอขึ้นทะเบียนยา เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีอยู่แล้ว และเชื่อว่าข้อมูลที่ผู้ขอขึ้นทะเบียนยามานำเสนอ เป็นจริงตรวจสอบความถูกต้องได้ง่าย รวมถึงขอความร่วมมือสำนักงานสิทธิบัตรช่วย อย. ตรวจสอบได้

๓. เหตุผลที่ต้องมีการแจ้งโครงสร้างราคายาและควบคุมราคายา

- เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทยาให้ข้อมูล และไม่ให้การกำหนดราคายาของรัฐเป็นไปตามความพอใจ ให้ใช้ข้อมูลประกอบ ซึ่งโครงสร้างราคาที่ต้องการเป็นไปเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อบริษัทยาและผู้ใช้ยา

- โครงสร้างราคายา นับเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการควบคุมราคายา

- เป็นมาตรการที่ใช้ในหลายประเทศที่มีการควบคุมราคายา เนื่องจากยาเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญของระบบสุขภาพในแต่ละประเทศ ประเทศต่าง ๆ จึงพยายามกำหนดราคายาให้เป็นธรรม โดยการดำเนินนโยบายราคายาที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และใช้กลไกควบคุมราคายาเพื่อเพิ่มความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ เช่น ประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่ม Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ที่มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ มีกลไกควบคุมราคาสำหรับยาที่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ โดยการกำหนดราคาเบิกจ่าย (reimbursed price) หรือในลักษณะการอุดหนุน (subsidy) โดยมีการควบคุมตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอยาเข้า การขอขึ้นราคาและการเบิกจ่าย สำหรับยาที่ไม่อยู่ในระบบประกันสุขภาพ เช่น ยาที่ประชาชนซื้อหาได้เอง (over the counter) ประเทศส่วนใหญ่ไม่มีกลไกควบคุมราคา

ผลการเปรียบเทียบระดับราคาของรายการยาที่ขายดีในยุโรป (๓ ใน ๔ เป็นยาที่ติดสิทธิบัตร และที่เหลือเป็นยาสามัญ) กับประเทศในกลุ่ม OECD พบว่า เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย กรีซ สเปน ฝรั่งเศส สวีเดน และนอร์เวย์ มีราคายาที่ติดสิทธิบัตร (on – patent) ตํ่ากว่าประเทศอื่น ๆ ขณะที่กรีซ สเปน ฟินแลนด์ สวีเดน และเดนมาร์ก เป็นประเทศที่มีราคายาสามัญค่อนข้างตํ่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายามีความแตกต่างกันระหว่างประเทศ คือ มาตรการทางภาษี บางประเทศไม่มีการเก็บภาษี หรือเก็บในอัตราตํ่ามาก สำหรับยาที่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างระหว่างการตั้งส่วนต่างราคากับต้นทุน (mark up) ในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่แตกต่างกัน

แม้วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ เน้นการควบคุมราคายาในชุดสิทธิประโยชน์ แต่มีบางประเทศในกลุ่ม OECD ที่ใช้การพิจารณาจากต้นทุนราคาที่แท้จริง เช่น สเปน ใช้การกำหนดราคาโดยคำนวณจากต้นทุนของยาบวกด้วยกำไร โดยวิธีการ คือ คำนวณราคาต้นทุนทั้งทางตรง ทางอ้อม และต้นทุนคงที่ แล้วบวกรวมผลกำไรเข้าไป ไม่ตํ่ากว่า ร้อยละ ๑๐
– ๑๒

แคนาดา ใช้กลไกควบคุมราคายา ภายใต้ พ.ร.บ. สิทธิบัตร โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการทบทวนราคายาสิทธิบัตร หากพิจารณาราคายาที่แจ้งมาสูงเกินไป จะสั่งให้ลดราคาลงได้ ด้วยข้อบังคับในรายละเอียด เช่น ราคายาที่มีสิทธิบัตร ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) ราคายาของสิทธิบัตรยาใหม่ จะมีการกำหนดช่วงราคาตามโรคที่รักษา ราคายาจะถูกจำกัดให้มีราคาเฉลี่ยของราคายาเดียวกันที่มีการเรียกเก็บในประเทศ นอกจากนี้ แคนาดา ยังมีการใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า เรียกดูข้อมูลโครงสร้างราคายา เพื่อพิจารณาการตั้งราคายาที่เป็นการผูกขาดตลาดหรือไม่ด้วย

สำหรับอินเดีย ใช้กลไกคณะกรรมการควบคุมราคายา (National Pharmaceutical Pricing Authority) ภายใต้กรมเภสัชภัณฑ์ กระทรวงสารเคมีและปุ๋ย มีอำนาจในการกำหนดราคายาที่จำหน่ายในประเทศ ทั้งยาชื่อสามัญและยาติดสิทธิบัตรราคาแพง ขณะที่การขอขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรในอินเดีย ต้องมีการทำรายงานส่งสำนักสิทธิบัตรทุกปี เพื่อรายงานการใช้สิทธิบัตรในประเทศ การลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างไร และนำข้อมูลรายงานที่ได้ไปใช้ในการพิจารณาประกอบการประกาศบังคับใช้สิทธิ (Compulsory Licensing: CL) หากเห็นว่ามีความจำเป็น

และที่ผ่านมา สำนักงานสิทธิบัตรอินเดีย ได้เคยใช้ผลการรายงานข้อมูลประกาศ CL ยารักษามะเร็งตับและไต Sorafenib ให้บริษัท NATCO ไปผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ทำให้ราคายาลดลงจากโดสละ ๒๐๐,๐๐๐ รูปี เหลือเพียง ๘,๐๐๐ รูปี เนื่องจากเหตุผลสำคัญ คือ บริษัท Bayer ของเยอรมนีที่ได้สิทธิบัตร แต่ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและราคาขายแพง คนเข้าถึงตัวยาได้น้อย

๔. ข้อกังวลที่จะถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้อง โดยข้อเท็จจริงจากการชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาหลายสมัยและหลายวาระ ยืนยันถึงการคุ้มครองการลงทุนของไทย ยังไม่อนุญาตให้มีการฟ้องร้องผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนต่อนโยบายสาธารณะ ซึ่งรวมถึงความตกลงด้านการลงทุน (ACIA) ของอาเซียนที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งลอกแบบมาจากมาตรา ๒๐ ของความตกลง GATT ที่เป็นรากฐานของความตกลงในองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อเป็นเกราะในการออกนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องล้มนโยบายและเรียกร้องค่าเสียหาย

ส่วนการเจรจาความตกลงทุนด้านการลงทุนในอนาคตที่กระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลที่จะเป็นช่องให้นักลงทุนฉวยโอกาสในการฟ้องร้องรัฐไทยนั้น ในความเป็นจริง รัฐไทยมีความระมัดระวังในการเจรจา เนื่องจากรัฐบาลไทยเคยถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรณีบริษัทวอเตอร์บราวน์ และดอนเมืองโทลล์เวย์ ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติลงวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ระบุว่า หากจะใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุนต่างชาติ จะต้องมีความยินยอมจากรัฐบาลไทยเป็นการเฉพาะในทุกกรณีไป

และต่อมา กระทรวงการต่างประเทศได้ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๓ ในกรอบเจรจาความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ที่มีสาระสำคัญไม่คุ้มครองการลงทุนที่ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง (real economic activities) และจะคุ้มครองการลงทุนที่มีการลงทุนแล้ว (post – establishment) เท่านั้น และกำหนดมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ เช่น สิ่งแวดล้อม สุขภาพ มาตรการเพื่อป้องกันดุลการชำระเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ต้องได้รับการละเว้นไว้ ไม่ให้เป็นประเด็นที่นำไปสู่การฟ้องร้อง

ทั้งมติคณะรัฐมนตรี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ และกรอบเจรจาผ่านรัฐสภา ๘ กันยายน ๒๕๕๓ ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ข้อวิตกกังวลของกระทรวงพาณิชย์ จึงไม่เป็นประเด็น เว้นแต่จะจงใจเจรจาความตกลงต่าง ๆ ที่เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องล้มนโยบายสาธารณะของรัฐได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง หยุดหากินกับคนป่วย ถึงเวลาควบคุมราคายา

เรื่องจากปก หนังสือพิมพ์อีคอนนิวส์  ปีที 26 ฉบับ 576

ประจำเดือนมิถุนายน 2558 หน้า 12

Read more
‘ซื้อขายตามกระแส’ ต้นเหตุรายย่อยเจ๊ง’หุ้น’

มีผลการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีพฤติกรรมการลงทุนตามกระแส (Noise Traders) น้อยมาก สวนทางกับพฤติกรรมนักลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) สาเหตุสำคัญ คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนนักลงทุนประเภทสถาบัน มากกว่านักลงทุนรายย่อย ผิดกับประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นยังคงเป็นรายย่อย

การซื้อขายหลักทรัพย์ตามกระแสในตลาดหุ้น มักอาศัยข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐาน ข่าวสารที่ได้รับมาประกอบการตัดสินใจสั่งซื้อขาย และจะตอบสนองต่อทุกข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ แต่ขาดการประเมินทิศทางราคาที่เหมาะสม รวมถึงขาดการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลข่าวสารก่อนตัดสินใจ มากกว่าที่จะตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารตามเหตุผลความน่าเชื่อถือและยึดถือตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด (Informed Traders)

สำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากข้อมูลเชิงสถิติย้อนหลัง เมื่อเทียบกับผลตอบแทนนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยมีผลตอบแทนสะสมตํ่าสุดจนถึงติดลบ แสดงถึงพฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยบางส่วนที่อิงการลงทุนตามกระแส แต่ขาดความพร้อมการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลในเชิงลึก

ปัจจุบัน ความผันผวนที่มีมากขึ้น ยิ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือการลงทุนที่ครอบคลุมและรวดเร็วแข่งขันกันในด้านข้อมูลเชิงลึกและวิเคราะห์ระดับการซื้อขายเป็นรายวินาที โอกาสของนักลงทุนรายย่อย ที่จะสร้างผลตอบแทนเทียบกับนักลงทุนสถาบัน จึงยากขึ้น โดยเฉพาะกับนักลงทุนต่างชาติที่มีความพร้อมเหนือกว่าในทุกด้าน

ล่าสุด ก.ล.ต. เผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยและพฤติกรรมการลงทุนตามกระแส แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาข้อมูลและการประเมินมูลค่าพื้นฐานของหลักทรัพย์ให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการซื้อขายหลักทรัพย์

ปริมาณซื้อขายกับผลตอบแทน

ผศ. ดร. ธนโชติ บุญวรโชติ นักวิจัยคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยผลงานวิจัย ‘ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน ปริมาณซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนและความผันผวนของอัตราผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ ว่า ได้ใช้แบบจำลองเพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน

(return) ความผันผวนของอัตราผลตอบแทน (volatility) และปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ (volume) ของผู้ลงทุนแต่ละประเภทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อวิเคราะห์หาโอกาสในการเกิดความเสี่ยงจากการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกระแส (Noise Trading Risks) ซึ่งพบว่า มีความเสี่ยงจากการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกระแสใน SET และยังแสดงให้เห็นว่า ดัชนี SET ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานในระดับสูง เช่น ปริมาณการซื้อขาย แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ ซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของดัชนีตลาดฯ ได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากปัจจัยพื้นฐาน

ดร. ธนโชติ อธิบายว่า งานวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกระแส (Noise Traders) ของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้เห็นว่า แนวทางการลงทุนของนักลงทุนทุกประเภทใน SET เป็นผู้ลงทุนที่ทำการบ้านอย่างดี ก่อนตัดสินใจซื้อขาย (Informed Traders) แต่เมื่อวัดผลตอบแทนการลงทุนนักลงทุนแต่ละประเภท กลับพบว่า ผลตอบแทนการลงทุนของผู้ลงทุนต่างประเทศมีค่าสูงสุด ขณะที่ผู้ลงทุนรายย่อยมีผลตอบแทนการลงทุนตํ่าสุด โดยข้อจำกัดที่เกิดจากวิธีการส่งคำสั่งซื้อขาย นักลงทุนสถาบันส่งคำสั่งซื้อขายใช้ราคาตลาด (Market Order) ส่วนนักลงทุนรายย่อยส่งคำสั่งซื้อขายตามวิธีระบุราคา (Limit Order) เมื่อเกิดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ นักลงทุนรายย่อยจึงได้รับผลกระทบมากกว่า

ผลตอบแทน ต่างชาติดีสุด

การศึกษาวิจัยพฤติกรรมนักลงทุนตามกระแสในตลาดหุ้นไทย เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี ๒๕๔๙ – ๒๕๕๓ จากการสรุปปริมาณซื้อขายรายเดือนของนักลงทุนแต่ละประเภท แต่นำข้อมูลมาศึกษาปรับปรุงเพิ่มเติม ซึ่ง ผศ. ดร. ธนโชติ พบว่า นักลงทุนต่างชาติมักกระทำตรงข้ามกับนักลงทุนรายย่อยในประเทศเสมอ ไม่ว่าสภาพตลาดฯ จะขึ้นหรือลง และปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนแต่ละประเภท มักมีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนและความผันผวนของอัตราผลตอบแทนในตลาดฯ

จากการทดสอบความเป็นเหตุเป็นผล (Granger Causality Test) ตามหลักงานศึกษาวิจัยทางวิชาการ ได้ผลว่า ปริมาณการซื้อสุทธิ (net purchase) ปริมาณการซื้อหลักทรัพย์ (purchases) และปริมาณขายหลักทรัพย์ (sales) ล้วนมีความสัมพันธ์ต่ออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับ ดังนั้น สิ่งที่ต้องการศึกษาต่อไป คือ นักลงทุนประเภทใดที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนในตลาดฯ โดยไม่รวมในส่วนของบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขายน้อยมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่น

“ที่น่าสังเกต คือ พฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างรายใหญ่กับรายย่อย ต่างชาติกับนักลงทุนในประเทศ มักมีการซื้อขายแตกต่างไปในทิศทางที่ตรงข้ามกัน เมื่อรายใหญ่ซื้อ รายย่อยจะขาย นับเป็นปัจจัยส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนแต่ละประเภทได้รับ ขณะที่การศึกษาปริมาณการซื้อ ขายหลักทรัพย์ ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งของปัจจัยนอกเหนือจากเรื่องของพื้นฐานในการประกอบกิจการ แต่กลับมีผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับในตลาดหุ้น”

ผศ. ดร. ธนโชติ กล่าวต่อว่า ผลโดยรวมจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่สวนทางกัน ทำให้นักลงทุนรายย่อยมีผลตอบแทนย้อนหลังที่ติดลบและแย่ที่สุดเสมอในตลาด บ่งชี้ว่า นักลงทุนรายย่อยในประเทศมีผลตอบแทนจากการลงทุนคล้ายกับพฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกระแส (Noise Traders) ส่วนนักลงทุนต่างชาติมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนสะสมดีที่สุด เมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยในประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทมีพฤติกรรมการลงทุนเป็นแบบอาศัยข้อมูลเป็นฐานการตัดสินใจ (Informed Traders) ที่สามารถประเมินทิศทางผลตอบแทนในหลักทรัพย์ โดยไม่ซื้อขายตามกระแสราคาที่ขยับขึ้นลงจากข้อมูลข่าวสารที่เข้ามา

Informed และ Noise Traders

ดร. ธนโชติ กล่าวว่า การตั้งสมมติฐานการเป็นนักลงทุน Informed Traders คือ ผลตอบแทนจะขยับพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นภายในวัน และการเป็น Informed Traders ฐานข้อมูลเก่าที่ผ่านมาแล้ว ต้องไม่มีผลต่ออัตราผลตอบแทน จะพิจารณาซื้อขายจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นและข้อมูลราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันเท่านั้น ขณะที่การวิเคราะห์กรณี Noise Traders ในกลุ่มนักลงทุนแต่ละประเภท จะทดสอบผ่าน ๒ สมมติฐาน ได้แก่ ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่มีอิทธิพลต่ออัตราผลตอบแทน และอิทธิพลของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ มีผลต่ออัตราผลตอบแทนเพียงชั่วคราว

“ผลที่ได้จากการศึกษา คือ กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มีการซื้อขายตํ่ามากในตลาด จึงไม่สามารถตีค่าชี้วัดข้อมูลทางสถิติได้ แต่ในกลุ่มนักลงทุนอื่น สถิติวิเคราะห์การชี้วัดออกมาเป็นค่าที่ปฏิเสธสมมติฐานการเป็น Noise Traders แทบทั้งหมด แสดงถึงปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีผลต่ออัตราผลตอบแทนและมีผลอย่างถาวรไม่ใช่ชั่วคราว ยังอาจสะท้อนถึงนักลงทุนรายย่อยในประเทศ ไม่ได้มีพฤติกรรมเป็น Noise Traders ที่ซื้อ ๆ ขาย ๆ อยู่ตลอดเวลา ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลและรูปแบบการลงทุนที่ชัดเจน”

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร. ธนโชติ กล่าวว่า แต่หากเป็นไปตามค่าการวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นจริง นักลงทุนรายย่อยในประเทศ มีพฤติกรรมการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ตามแบบ Informed Traders ที่ไม่สนใจข้อมูลในอดีต ซื้อขายโดยวิเคราะห์พื้นฐานข้อมูลในปัจจุบันเท่านั้น ผลตอบแทนของรายย่อยในประเทศ น่าจะเป็นบวกตามไปด้วย เช่นเดียวกับกองทุนและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแทบไม่ต่างไปจากนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้มีผลตอบแทนสะสมที่เป็นบวก แต่เมื่อดูผลตอบแทนสะสมของรายย่อย กลับเป็นลบ เหมือนสองขั้วที่ทิศทางตรงข้ามกัน

“คำตอบน่าจะอยู่ที่ข้อจำกัดของการจัดเก็บข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์แบบรายวันและรายเดือน รวมถึงขาดการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกในกลุ่มหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่อาจจะมีผลเชิงความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันระหว่างการลงทุนของรายใหญ่และรายย่อยนักลงทุนในและนอกประเทศ” ชี้ยังขาดข้อมูลเชิงลึก

ผศ. ดร. ธนโชติ กล่าวต่อว่า ปริมาณการซื้อขายที่แตกต่างกันระหว่างการซื้อขายของนักลงทุนในและต่างประเทศ มีผลต่อการเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ปริมาณการซื้อขายที่ต่างกันระหว่างกลุ่มนักลงทุน จะมีผลต่อดัชนีตลาดได้ไม่มากเท่ากับตลาดในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ไทยที่มูลค่าตลาดยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับตลาดในต่างประเทศ นอกจากนี้ ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังมีข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำมาเปรียบเทียบทิศทางการลงทุนระหว่างรายย่อยกับรายใหญ่ได้ชัดเจนกว่า

“สำหรับตลาดของเรา ยังไม่สามารถศึกษาในเชิงลึกความสัมพันธ์ระหว่างการซื้อขายของรายใหญ่และรายย่อย เพราะการจัดเก็บข้อมูลการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย มีความละเอียดไม่มากพอ ปัจจุบันจัดเก็บข้อมูลและทำการศึกษาได้เพียงแค่ปริมาณการซื้อขายที่มีผลต่ออัตราผลตอบแทน รวมถึงการค้นหาความสัมพันธ์ของการซื้อขายที่มีผลต่อความผันผวนในตลาด เมื่อเทียบกับในต่างประเทศ ยังมีวิธีการจัดเก็บข้อมูลและแนวทางการวิเคราะห์ที่หลากหลายกว่ามาก”

อัตราผลตอบแทนนักลงทุน รายงานพิเศษ ISSUE 575 econnews

ผศ. ดร. ธนโชติ กล่าวว่า มีผลการวิจัยที่ยืนยันแล้วจากทั่วโลก นักลงทุนสถาบันมีแนวโน้มการลงทุนตามกัน ต่างจากนักลงทุนรายย่อยที่มีการลงทุนตามกระแส (Noise Traders) เนื่องจากการประเมินผลการดำเนินงานของผู้จัดการกองทุน จะมีการเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานของกองทุนอื่น ผู้จัดการกองทุนจึงมีแนวโน้มที่จะเลือกการลงทุนให้เหมือนผู้จัดการกองทุนอื่น ๆ ทำให้นักลงทุนสถาบันเป็นกลุ่มที่มีการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารมาก เพื่อตัดสินใจซื้อขายอย่างมีเหตุผล และมีการลงทุนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“แต่การซื้อขายแบบแห่ตามกันของนักลงทุนสถาบัน ก็ไม่ได้อธิบายสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยมีผลตอบแทนสะสมที่ไม่ดี เรายังต้องการข้อมูลการซื้อขายในรายละเอียดเชิงลึก เช่นในต่างประเทศที่สามารถระบุข้อมูลปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ถึงระดับวินาทีและระบุหมายเลขประจำตัวของนักลงทุนที่สั่งซื้อขายในระดับวินาทีนั้นด้วย จึงจะศึกษาหาสาเหตุที่แท้จริงและระบุชัดเจนได้ว่า นักลงทุนกลุ่มใดได้หรือเสียจากการสั่งซื้อขาย ส่วนที่ศึกษาในขณะนี้ ล้วนอยู่ภายใต้สมมติฐานจากระดับข้อมูลเท่าที่มี คือ หากวันใดที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น นักลงทุนที่ขาย คือ ขาดทุน และนักลงทุนที่ซื้อในวันที่’หุ้น’ขึ้นนั้น หมายถึงได้กำไร”

ชิงได้เปรียบ ลงทุนตามพื้นฐาน

นอกจากนี้ ผศ. ดร. ธนโชติ กล่าวว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่ตลาดฯ นักลงทุนรายย่อยมีความพยายามที่จะศึกษาหาข้อมูลข่าวสารและความรู้ให้เป็น Informed Traders แต่มักจะติดนิสัยการลงทุนที่เกาะกระแสตามราคาหลักทรัพย์ที่ขึ้นไปแล้ว จนทำให้เกิดความเสียหาย และให้ความเชื่อถือในด้านเทคนิคมากเกินไป ทั้งที่การวิเคราะห์เชิงเทคนิค สะท้อนถึงผลการลงทุนที่เกิดขึ้นในอดีตมากกว่า รวมถึงความเชื่อในการใช้พฤติกรรมสั่งซื้อขายแบบระบุราคา (Limit Order) โดยหวังผลความปลอดภัยด้านราคา ต้องการสั่งซื้อขายให้ได้ราคาที่ดีที่สุด มากกว่ายึดถือการวิเคราะห์ทิศทางราคาหลักทรัพย์ที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจทำการซื้อขาย

“การสั่งซื้อขายแบบ Limit Order ของนักลงทุนรายย่อย ทำให้มีโอกาสไม่ได้ซื้อขายตามราคาที่ระบุไว้ ทั้งที่คาดการณ์ถูกต้องว่า ‘หุ้น’ที่สั่งซื้อราคาจะขึ้นไปอีก แต่รายย่อยมักต้องการต่อรองราคา เมื่อ’หุ้น’วิ่งขึ้นไปจริง ๆ แต่กลับไม่ได้’หุ้น’ไว้ เท่ากับเสียโอกาสสร้างผลตอบแทน ต่างจากนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ วิเคราะห์ทิศทางแล้วใช้วิธีซื้อขายตามราคา Market Order ที่คิดว่าเหมาะสม ช่วยให้ไม่เสียโอกาสจากการสั่งซื้อขาย ส่งผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกัน”
ผศ. ดร. ธนโชติ สรุปว่า ที่สุดแล้ว ต้องกลับไปที่ปัจจัยเรื่องของพื้นฐาน เมื่อประเมินทิศทางตลาดในระยะยาวยังไปได้ สามารถวิเคราะห์หาหลักทรัพย์ที่มีกิจการดี เพื่อลดความเสียหายจากการลงทุนแบบตามกระแส แห่ตามกัน และ Limit Order รวมทั้งการลงทุนแบบไล่ราคาตามกราฟเทคนิค แม้นับเป็นผลเสียหายที่ยังไม่น่ากังวล เมื่อเทียบสัดส่วนกับมูลค่าการซื้อขายสะสมในตลาดหลักทรัพย์ที่สูงขึ้นมากกว่าอดีต

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในโลกกำลังเข้าสู่การใช้เครื่องมือของนักลงทุนที่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้นในการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ได้แบบข้ามโลกในระดับวินาที ยิ่งลดโอกาสการแข่งขันสร้างผลตอบแทนของนักลงทุนรายย่อยที่ยังขาดความพร้อมทั้งเครื่องมือการลงทุนและข้อมูลข่าวสารในเชิงลึก

เรื่องจากปก หนังสือพิมพ์อีคอนนิวส์ ปีที 26 ฉบับ 575 ประจำเดือนพฤษภาคม 2558 หน้า 12

Read more