ที่มา’ศิลปาชีพ’
แม้ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่ประสบปัญหาขาดแคลนข้าวปลาอาหารเหมือนประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าสินค้าอาหาร แต่การเกษตรของไทยโดยพื้นฐานยังต้องอาศัยธรรมชาติ ถ้าดินดี มีนํ้าตามฤดูกาล เกษตรกรก็จะมีรายได้จากพืชผักผลไม้ แต่ถ้าเกษตรกรได้รับอานิสงส์พร้อมกันโดยถ้วนหน้า ก็จะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ฉุดราคาสินค้าเกษตรให้ถูกลง ซึ่งไม่เพียงกำไรหดเท่านั้น ทุนยังหายไปอีกด้วย ปีใดฝนแล้ง ไม่มีนํ้าปลูกพืชไร่ ที่ลงดินไปแล้วก็เหี่ยวเฉา เกษตรกรขาดรายได้ เงินลงทุนสูญหายหนักขึ้น ตรงกันข้าม ปีใดมรสุมพาฝนจนล้นฟ้าพืชไร่ถูกนํ้าท่วมเสียหาย ก็ไม่มีรายได้มาล้างหนี้ที่กู้มาลงทุน...
เป็นนักการเมือง แต่กลัวยุทธศาสตร์ชาติ
ยุทธศาสตร์ (strategy) กล่าวโดยสรุป เป็นศาสตร์และศิลป์ในการนำทรัพยากรด้านต่าง ๆ มาสนับสนุนการดำเนินนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ประสิทธิภาพ) เมื่อเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ จึงเป็นการนำกำลังอำนาจของชาติในทุก ๆ ด้าน อาทิ การเมืองเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือแม้แต่การทหาร...
การบ้าน ๔ ข้อ ของนายกฯ
หลังปุจฉาในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทางสถานีโทรทัศน์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ทิ้งเรื่องที่ถามลอย ๆ ไว้บนอากาศ ยังติดปลายนวมมาตั้งเป็นการบ้านให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ช่วยกันตอบ โดยมีเหตุผลที่เป็นทางการว่า เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศชาตินำพาไปสู่ความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้เปิดเผยเป็นทางการ อันนี้ ต้องเดากันเอง การบ้านที่ว่านี้ ไม่ได้สั่งให้สำนักงานสถิติแห่งชาติหรือขอให้โพลไหน ๆ...
เป็นนักการเมือง แต่กลัวยุทธศาสตร์ชาติ

ยุทธศาสตร์ (strategy) กล่าวโดยสรุป เป็นศาสตร์และศิลป์ในการนำทรัพยากรด้านต่าง ๆ มาสนับสนุนการดำเนินนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ประสิทธิภาพ)

เมื่อเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ จึงเป็นการนำกำลังอำนาจของชาติในทุก ๆ ด้าน อาทิ การเมืองเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือแม้แต่การทหาร มาใช้ในการดำเนินนโยบายของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่ได้นิยามความหมาย ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ แต่บอกว่าประกอบด้วย (๑) วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ (๒) เป้าหมายการพัฒนาประเทศระยะยาว ที่ต้องกำหนดเวลาดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัด และ (๓) ยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ

แต่นักการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกล้มล้างอำนาจ ปฏิเสธยุทธศาสตร์ชาติ อ้างว่าจะทำให้ไม่เป็นอิสระในการบริหารงานเมื่อได้เป็นรัฐบาล เพราะกฎหมายกำหนดให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐ และตำหนิยุทธศาสตร์ที่ยาวนานถึง ๒๐ ปี ขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

นักการเมืองที่หยิบเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์มาพูด ก็จะมีเหตุผลตามคนที่พูด ผู้ฟังที่ไม่เปิดใจอยู่แล้วก็จะคล้อยตามผู้พูดทันที หรือผู้ฟังที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารอาจเกิดความสับสนหรือเห็นตามไปด้วยก็ได้อีกเช่นกัน

ข้อเท็จจริง ยุทธศาสตร์ชาติ แม้ผูกพันหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ได้มีรายละเอียดเชิงปฏิบัติการเพราะยังเป็นเพียงวิสัยทัศน์ กรอบการพัฒนา และเป้าหมายในด้านต่าง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐต้องทำแผนงานตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งก็ยังมีอิสระในการนำยุทธศาสตร์ของชาติในเรื่องใดมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเป็นนโยบายและแผนแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามกรอบและตอบโจทย์ที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ

ที่ผ่าน ๆ มา แม้มี ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ มาแล้ว ๑๒ ฉบับ ก็จริง แต่มีน้อยรัฐบาลที่ใส่ใจนำมาประกอบการกำหนดนโยบายบริหารประเทศ

การรับจำนำข้าวที่กำหนดเพดานไว้สูงกว่าราคาตลาด คือกรณีศึกษาสำหรับนโยบายในการบริหารประเทศที่ขาดยุทธศาสตร์และไร้ประสิทธิภาพ – นโยบายการรับจำนำข้าวเป็นเพียงเครื่องมือในการหาเสียง โดยอ้าง ‘การลืมตาอ้าปาก’ ของชาวนา

กล่าวเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนที่น่าจะเป็น ๒๐ ปี ได้จริง ๆ คือ ‘วิสัยทัศน์’ ที่ต้องการเป็น แต่ก็ต้องอยู่ใน ‘วิสัย’ ที่จะไปให้ถึงบนพื้นฐานกำลังอำนาจของชาติในด้านต่าง ๆ

‘ยุทธศาสตร์’ ไม่อาจกำหนดไว้ตายตัวหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติ จึงมีการแบ่งเป็นช่วงเวลา อาทิ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อประเมินผลและปรับปรุงแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปและสภาพกำลังอำนาจของชาติ
ไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่มียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างมาเลเซียมีก่อนไทยหลายปี เขาตั้งวิสัยทัศน์ไว้สูงมากคือการเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ (developed country) จึงออกตัวแรงตั้งแต่แรก – วันนี้ มาเลเซียเป็นอย่างไร คำตอบเห็นได้ชัดว่าเขายืนอยู่ข้างหน้าเรา

เขียนเรื่องนี้ เพราะไม่อยากเห็นคน (นักการเมือง) ที่มือไม่พาย แล้วยังเอาเท้ารานํ้า

บรรยงค์ สุวรรณผ่อง คอลัมน์’คิด’ EconNews ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ Issue ๖๐๒ หน้าที่ ๗

Read more
ทุจริตหกหมื่นล้านจำนำข้าว

๓ ปี รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถระบายข้าวสารที่มีปัญหาจากนโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประมาณ ๑๒.๗๔ ล้านตัน ได้เงินคืนคลัง ๑๑๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ขาดทุนจากต้นทุนรับจำนำที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งไว้ตันละ ๑๕,๐๐๐ บาทถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท

ที่เหลืออีกประมาณ ๒.๕ ล้านตัน วันนี้กลายเป็นข้าวราคาตํ่า เนื่องจากอายุและการเก็บที่ขาดประสิทธิภาพ ต้องหาทางระบายออกไปเป็นวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรม

แม้เป็นเงินก้อนใหญ่ที่นักการเมืองอ้างว่าเป็นสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชน จึงต้องทำ

แม้เป็นนโยบาย ‘ประชานิยมสุดโต่ง’ และแม้เป็นนโยบายที่ไม่คำนึงถึงความสามารถในการหารายได้เข้าคลัง

กฎหมายก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจในการบริหารงานของนักการเมืองเมื่อได้เป็นรัฐบาล

จึงอยู่ที่คนไทยจะยอมรับและถือเป็นบทเรียนในการพิจารณานักการเมืองและพรรคการเมืองหรือไม่เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลจากการระบายข้าวได้เกือบหมดสต็อก ช่วยให้อุปสรรคจากอุปทานส่วนเกินที่กดดันราคาข้าวของชาวนาหลายฤดูกาลในช่วงที่ผ่านมาคลี่คลายลงเสียที

แต่ยอด ‘ขาดทุน’ ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาทข้างต้น คนละส่วนกันกับ ‘ความเสียหาย’ จากนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิเสธมาตลอด

นั่นคือความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการทุจริตประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

๒๐,๐๐๐ ล้านบาทแรก มาจากทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (government to government: G to G) กับจีนที่ไม่ได้ส่งออกจริง ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยประมาณการมูลค่าที่เชื่อว่าผู้ทุจริตได้ไปจากการ‘บังหลวง’ ประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท

อีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจากทุจริต ‘ข้าวลม’ ที่ไม่มีข้าวจริงมาให้รับจำนำ รวมทั้งข้าวสวมสิทธิ์ทั้งที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และข้าวที่ไม่ได้ร่วมโครงการ

๒๐,๐๐๐ ล้านบาทสุดท้าย เกิดจากการรับจำนำข้าวจริง แต่เป็นข้าวคุณภาพตํ่ากว่าราคาประกัน (ปลอมปน ความชื้น และนํ้าหนัก ไม่เป็นไปตามกำหนด) เรียกเก็บเงินก่อนนำข้าวเข้าโกดัง รวมทั้งนำข้าวคุณภาพไม่ดีมาเปลี่ยน ฯลฯ

มีคำถามว่า ถ้าใครทุจริตก็ให้เอาผิดกับผู้นั้น ทำไมต้องให้อดีตนายกยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบ

มีคำตอบว่า เพราะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนางสาวยิ่งลักษณ์ ฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รวมทั้งการเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ประการสำคัญ หน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้แจ้งเตือนให้ทบทวน เพราะพบการทุจริต ที่ยังไม่นับรวมหน่วยงานทางวิชาการ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยก็มีข้อเสนอแนะไม่ต่างกันกับหน่วยงานของรัฐ

ถ้ารับ ฟังและทบทวนโครงการเสียตั้งแต่แรก ประเทศชาตินอกจากไม่เสียหายถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ต้นทุนรับจำนำอาจไม่ขาดทุนถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้

คอลัมน์คิด โดยบรรยงค์ สุวรรณผ่อง

EconNews ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐ หน้าที่ ๗๐

Read more
ทำไมสื่อจึงไม่ควรมีกฎหมายวิชาชีพ

ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนพ.ศ. ….จัดทำโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ซึ่งมีพลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ถูกผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันคัดค้านด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ที่ประชุม สปท. ก็ลงมติเห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งต่อไปเป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่า สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพหรือไม่ และควรมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่

ตอบว่า สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพ เพราะเป็นงานที่ส่งผลกระทบไม่เพียงปัจเจกบุคคล หากต่อความรู้สึกนึกคิดของคนโดยส่วนรวม ถ้าข้อมูลข่าวสารนั้นบิดเบือน ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องหรืออาจนำไปสู่ความเกลียดชัง ขัดแย้ง ไปจนถึงความรุนแรง ดังที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

เมื่อเป็นวิชาชีพ คนทำสื่อก็ควรขึ้นทะเบียนตามกฎหมายเหมือนวิชาชีพอื่น ๆ อันน่าจะเป็นคำตอบข้อต่อไปหรือไม่นั้น

ตอบว่าไม่จำเป็น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นวิชาชีพ ซึ่งอธิบายได้ ดังนี้

วิชาชีพอื่น ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการแพทย์ ไปจนถึงสถาปนิก วิศวกร บัญชี ทนายความ เป็นต้นล้วนต้องมีความรู้เฉพาะทาง ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องมีมาตรฐานในการประกอบอาชีพอีกด้วย เมื่อเป็นอาชีพเฉพาะที่ไม่ให้ผู้อื่นทำอันเป็นการจำกัดสิทธิที่ไม่เท่าเทียม จึงต้องตรากฎหมายระบุเหตุผลในการสงวนไว้เป็นการเฉพาะ เช่น คนจบแพทยศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ เป็นต้น
กระนั้น ก็ยังต้องผ่านการทดสอบจากแต่ละสภาวิชาชีพ เช่น ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะในการประกอบอาชีพที่กระทำหรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค ฯลฯ ซึ่งผู้อื่นกระทำมิได้ หรือแม้แต่จบแพทย์มาแล้ว ถ้ายังไม่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ก็ประกอบอาชีพแพทย์ไม่ได้เช่นกัน

แต่อาชีพสื่อมวลชนเป็นเสรีภาพพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน ของบุคคลตามมาตรา ๓๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องจบมาทางนิเทศศาสตร์ก็สามารถประกอบวิชาชีพนี้ได้ เพียงแต่เมื่อจะยึดอาชีพสื่อมวลชนกันจริง ๆ สิ่งที่ต้องมีเพิ่มขึ้นก็คือ จริยธรรมแห่งวิชาชีพ หรือต้องมีอาชีวะปฏิญาณ ซึ่งรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๓๕

จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ให้สื่อมวลชนต้องขึ้นทะเบียนและต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในทำนองเดียวกันกับวิชาชีพเฉพาะสาขาอันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

ส่วนการลงโทษสื่อมวลชนที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นนั้น วันนี้เรามีกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายคอมพิวเตอร์ กฎหมายคุ้มครองต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่สื่อมวลชนต้องรับผิดไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป ขอให้รัฐหรือบุคคลใดที่เห็นว่าตนถูกละเมิด โปรดใช้กฎหมายเหล่านี้อย่างจริงจัง (เสียที) เท่านั้น


แต่ถ้าจะมีกฎหมายเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลกันเอง เช่นนี้ ยังน่าจะเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาและปรึกษาหารือกัน มากกว่า การตีตราอย่างที่เป็นอยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้

ทำไมสื่อจึงไม่ควรมีกฎหมายวิชาชีพ โดย บรรยงค์ สุวรรณผ่อง คอลัมน์’คิด’ EconNews ฉบับที่ ๕๙๘ ประจำเดือนเมษายน ๒๕๖๐ หน้า ๗

Read more
‘ปรองดอง’ ของนักการเมืองคือ ‘ผลประโยชน์’

คอลัมน์ ‘คิด’ ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๖๐ ย้อนเรื่องความพยายามที่จะให้เกิดความปรองดองในหมู่ นักการเมือง เริ่มจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ตั้ง ‘คณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ’ (คอป.) โดยมีศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธาน แต่ไม่ประสบความสําเร็จ เพราะข้อเท็จจริงของการตรวจสอบ พบนักการเมืองนั่นเองที่ไปสร้างกลุ่มพลังก่อความรุนแรงจนเกิดบาดเจ็บล้มตาย

ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ตั้งคณะกรรมการประสานงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ซ้อน คอป. อีกที โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธาน การปรองดองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือการเยียวยาคนใน ฝ่ายนักการเมืองที่บาดเจ็บล้มตายจากความรุนแรงช่วงเมษายน – พฤษภาคม ๒๕๕๓ ด้วยเงินชดเชยที่สูงถึงรายละ ๗.๕ ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ใช้งบประมาณโดยไม่มีกฎหมายให้อํานาจรองรับ และเป็นการทําเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็มาพังตอนออก ‘ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ….’ ที่เอื้อประโยชน์ไปถึง ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พิพากษาจําคุก ๒ ปี

คอลัมน์นี้สรุปไว้ในฉบับมกราคมที่ผ่านมาว่า การปรองดองยากจะสําเร็จ เพราะประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมแต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา ยังคงเดินหน้าโดยใช้อํานาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๗ ออกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ ๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๐ จัดตั้ง ‘คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการ ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง’ (ปยป.) แล้วเชิญผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ ทั้งนักการเมืองและกลุ่มพลังมาให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

เมื่อมาถึงคิวของพรรคเพื่อไทย – พลตํารวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค ได้ยื่น จดหมายลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐ ถึงพลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ระบุว่า บรรดาคณะกรรมการและอนุกรรมการ ปยป. ล้วนเป็นข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจํา “และอยู่ภายใต้ อํานาจการครอบงําหรือการตัดสินใจของหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี จึงทําให้ขาดความเป็นอิสระ และความเป็นกลาง การจะไปสู่จุดหมายของการสร้างความสามัคคีปรองดองจึงเป็นไปได้ยากยิ่ง” โดยมีข้อเสนอที่สรุปเป็นสาระสําคัญให้ตั้งกรรมการอิสระมาแสวงหาข้อเท็จจริง ต้นเหตุของปัญหา และวิธีการเยียวยาแก้ไข โดยเฉพาะคําสั่งและประกาศของ คสช. หรือหัวหน้า คสช. ที่จํากัดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ให้ยกเลิกทั้งหมด

ประเด็นของเรื่องนี้ อยู่ที่การไม่ยอมรับข้อเท็จจริงซึ่ง คปอ. ชุด ศ. ดร. คณิต ณ นคร ทําเป็นรายงาน หนา ๒๗๖ หน้า และไม่ยอมรับความขัดแย้งที่ตนเองเป็นผู้ก่อ จนประเทศชาติเสียหาย อันเป็นที่มาของ การทํารัฐประหาร พิจารณาเหตุแห่งปัญหาแล้ว ปรองดอง’ หากจะมีขึ้น ก็เป็นเพียงคลื่นที่หลบอยู่ใต้นํ้าเท่านั้น

บรรยงค์ สุวรรณผ่อง คอลัมน์’คิด’  EconNews ฉบับที่ ๕๙๗ ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๖๐ หน้าที่ ๗

Read more
ไม่เอาโรงไฟฟ้า แต่ต้องการใช้ไฟฟ้า

ไฟฟ้าที่คนไทยบริโภคในปัจจุบัน ใช้เชื้อเพลิงในการผลิตจาก แหล่ง ก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ ๖๙.๒ รองลงไปเป็นถ่านหิน ร้อยละ ๑๙.๑ อันดับสาม พลังนํ้า ร้อยละ ๘.๖ อันดับสี่ พลังงานทดแทน ร้อยละ ๒.๒๔ และอันดับห้า นํ้ามันเตา/นํ้ามันดีเซล ร้อยละ ๐.๗๑

ก๊าซธรรมชาติ แม้เป็นเชื้อเพลิงสะอาด แต่การใช้ผลิตไฟฟ้าเพียงแหล่งเดียวเกือบร้อยละ ๗๐นั้น นับเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง เพราะปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของไทยและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ในปัจจุบัน เหลืออยู่แถว ๆ ๗ ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือมีให้ใช้อีกไม่เกิน ๖๐ ปี (กระทรวงพลังงาน)

ส่วนถ่านหิน มีปริมาณสำรองมาก จัดหาได้ง่าย และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกกว่าก๊าซธรรมชาติเกือบครึ่งต่อครึ่ง แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีระบบการจัดการมลพิษที่ดี

พลังงานนิวเคลียร์ ราคาถูกกว่าก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ไม่เกิดมลพิษ แต่ต้นทุนก่อสร้างสูงและต้องมีการดำเนินงานที่ดี และมีการจัดกากกัมมันตรังสี

พลังงานชีวมวล เป็นพลังงานที่ได้มาจากการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร ได้ชื่อว่าเป็นพลังงานสะอาด แต่ประสิทธิภาพการผลิตตํ่า การจัดหาในปัจจุบันยังไม่มั่นคง และยังไม่สามารถตอบโจทย์การลงทุนเชิงพาณิชย์

พลังนํ้า ต้นทุนตํ่าและเป็นพลังงานสะอาด แต่อุปสรรคคือ ไม่มีแหล่งนํ้าขนาดใหญ่ให้สร้างเขื่อนหรือที่พอจะสร้างได้ ก็เสี่ยงต่อผลกระทบในระบบนิเวศ

พลังลม แม้เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม เพราะต้นทุนตํ่า มีมลภาวะทางเสียงอยู่บ้าง แต่ก็ทำได้เฉพาะที่ เช่น ริมทะเลที่มีความเร็วลมเพียงพอ และเฉพาะการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก

พลังแสงแดด (solar cell) ปลอดมลภาวะ แต่ต้นทุนการก่อสร้างสูง เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ไทยต้องนำเข้า ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ และยังคงผลิตไฟฟ้าได้ในขนาดเล็กเช่นกัน

เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการใช้พลังงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ไปหนักอยู่กับก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และเพื่อความมั่นคงในการผลิต ทั้งการจัดหาเชื้อเพลิง ราคาที่เป็นต้นทุนค่าเชื้อเพลิงกับการผลิตเชิงพาณิชย์ และเพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ โดยเฉพาะในราคาที่ไม่สูง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเห็นว่าถ่านหินเป็นทางออกที่เหมาะสม เพราะเห็นว่าเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถจัดการกับปัญหามลภาวะได้ จึงมีแผนการสร้างโรงไฟฟ้าใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และที่อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เพราะภาคใต้กำลังมีปัญหาการใช้ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอในอนาคตอันใกล้

แต่กระแสต่อต้าน เพราะกลัวมลภาวะ โดยเฉพาะ ‘กระบี่’ ซึ่งมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้ จนรัฐบาลต้องล้มกระดาน เริ่มการประเมินผลกระทบใหม่ ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่ม

นี่คือบทเรียนที่ไม่ใช่ครั้งแรก โดยเฉพาะ กฟผ. ซึ่งเคยมีประสบการณ์หลายปีมาแล้วกับเขื่อนนํ้ามูลจังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม กฟผ. รักชาติเหมือนคนไทย แต่มีภาระรับผิดชอบที่ต้องผลิตหรือจัดหาไฟฟ้าให้คนไทยได้ใช้ ขณะที่ผู้ใช้ ก็ยังจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในการงานและชีวิตประจำวัน ไม่อาจปัดเรื่องให้พ้นตัวหรือพ้นไปเสียจากชุมชนของตน

การหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เท่านั้น ประโยชน์จึงจะตกแก่ทุกฝ่าย

บรรยงค์ สุวรรณผ่อง EconNews ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ หน้าที่ ๗

Read more