ที่มา’ศิลปาชีพ’
แม้ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่ประสบปัญหาขาดแคลนข้าวปลาอาหารเหมือนประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าสินค้าอาหาร แต่การเกษตรของไทยโดยพื้นฐานยังต้องอาศัยธรรมชาติ ถ้าดินดี มีนํ้าตามฤดูกาล เกษตรกรก็จะมีรายได้จากพืชผักผลไม้ แต่ถ้าเกษตรกรได้รับอานิสงส์พร้อมกันโดยถ้วนหน้า ก็จะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ฉุดราคาสินค้าเกษตรให้ถูกลง ซึ่งไม่เพียงกำไรหดเท่านั้น ทุนยังหายไปอีกด้วย ปีใดฝนแล้ง ไม่มีนํ้าปลูกพืชไร่ ที่ลงดินไปแล้วก็เหี่ยวเฉา เกษตรกรขาดรายได้ เงินลงทุนสูญหายหนักขึ้น ตรงกันข้าม ปีใดมรสุมพาฝนจนล้นฟ้าพืชไร่ถูกนํ้าท่วมเสียหาย ก็ไม่มีรายได้มาล้างหนี้ที่กู้มาลงทุน...
เป็นนักการเมือง แต่กลัวยุทธศาสตร์ชาติ
ยุทธศาสตร์ (strategy) กล่าวโดยสรุป เป็นศาสตร์และศิลป์ในการนำทรัพยากรด้านต่าง ๆ มาสนับสนุนการดำเนินนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ประสิทธิภาพ) เมื่อเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ จึงเป็นการนำกำลังอำนาจของชาติในทุก ๆ ด้าน อาทิ การเมืองเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือแม้แต่การทหาร...
การบ้าน ๔ ข้อ ของนายกฯ
หลังปุจฉาในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทางสถานีโทรทัศน์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ทิ้งเรื่องที่ถามลอย ๆ ไว้บนอากาศ ยังติดปลายนวมมาตั้งเป็นการบ้านให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ช่วยกันตอบ โดยมีเหตุผลที่เป็นทางการว่า เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศชาตินำพาไปสู่ความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้เปิดเผยเป็นทางการ อันนี้ ต้องเดากันเอง การบ้านที่ว่านี้ ไม่ได้สั่งให้สำนักงานสถิติแห่งชาติหรือขอให้โพลไหน ๆ...
ที่มา’ศิลปาชีพ’

แม้ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่ประสบปัญหาขาดแคลนข้าวปลาอาหารเหมือนประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าสินค้าอาหาร แต่การเกษตรของไทยโดยพื้นฐานยังต้องอาศัยธรรมชาติ ถ้าดินดี มีนํ้าตามฤดูกาล เกษตรกรก็จะมีรายได้จากพืชผักผลไม้ แต่ถ้าเกษตรกรได้รับอานิสงส์พร้อมกันโดยถ้วนหน้า ก็จะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ฉุดราคาสินค้าเกษตรให้ถูกลง ซึ่งไม่เพียงกำไรหดเท่านั้น ทุนยังหายไปอีกด้วย

Econnews_issue_602_คอลัมน์_จากฟ้าสู่ดิน_ที่มาศิลปาชีพ

ปีใดฝนแล้ง ไม่มีนํ้าปลูกพืชไร่ ที่ลงดินไปแล้วก็เหี่ยวเฉา เกษตรกรขาดรายได้ เงินลงทุนสูญหายหนักขึ้น

ตรงกันข้าม ปีใดมรสุมพาฝนจนล้นฟ้าพืชไร่ถูกนํ้าท่วมเสียหาย ก็ไม่มีรายได้มาล้างหนี้ที่กู้มาลงทุน

ข้างต้นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไทยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จนไร่นาที่เคยเป็นของตนเอง ต้องเปลี่ยนมือไปเป็นของเจ้าหนี้และนายทุน

การเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จฯ โดยตลอด จึงทรงเห็นความยากลำบากของชาวนา ชาวไร่ ผู้เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ และทรงเห็นจุดเด่นจากศิลปหัตถกรรมของเกษตรกรไทยในช่วงว่างจากไร่นารอการเก็บเกี่ยว แต่งานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ไทยซึ่งเคยรุ่งเรืองมาแต่โบราณหลายอย่างกำลังจางหายไปด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ถูกมองข้ามและอุปสรรคทางการตลาด

ถ้ามีการฟื้นฟูดูแลเพื่อสานต่อศิลปหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไทยให้ถาวรเกษตรกรก็จะมีรายได้เสริม หรืออาจเป็นรายได้หลักในอนาคต

๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๙ โปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถอ(The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and RelatedอTechnique of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand)

ปี ๒๕๒๒ โปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งโรงฝึกศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ และขยายออกไปตามภูมิภาค

ทรงส่งเสริมชาวไทยภูเขาที่เคยมีอาชีพปลูกฝิ่น หันมาประกอบอาชีพงานฝีมือที่ชำนาญอยู่แล้ว คือ ช่างเงิน ทรงส่งเสริมหัตถกรรมไทยโบราณที่กำลังหายไปตามกาลเวลา ให้กลับมาแพร่หลาย เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ลายโบราณ ผ้าแพรวา จักสาน ย่านลิเภา ถมเงิน และถมทอง เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป งานศิลปาชีพครอบคลุม ทั้งงานผ้า งานไม้ งานจักสาน งานเซรามิก งานดอกไม้ประดิษฐ์ ฯลฯ และยังทรงรับเด็กยากจนที่ไม่เคยมีประสบการณ์งานช่างมาเรียนศิลปาชีพจากครูฝีมือที่ทรงเสาะหามาสอนอีกด้วย

ปี ๒๕๓๘ รัฐบาลตั้ง ‘กองศิลปาชีพ’ในสำนักราชเลขาธิการ เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิ หลังประจักษ์ถึงผลงานอันเด่นชัด

‘ศิลปาชีพ’ วันนี้ ไม่ใช่งานอดิเรกหรืองานรอการเก็บเกี่ยว หากเป็นงานหลักที่เพิ่มมูลค่า งานประณีตเท่าใด ก็จะมีมูลค่าเพิ่มตามขึ้นไปด้วย

พิชัยชลสินธู์ คอลัมน์’จากฟ้าสู่ดิน’ EconNews เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ ฉบับที่ ๖๐๒

Read more
เป็นนักการเมือง แต่กลัวยุทธศาสตร์ชาติ

ยุทธศาสตร์ (strategy) กล่าวโดยสรุป เป็นศาสตร์และศิลป์ในการนำทรัพยากรด้านต่าง ๆ มาสนับสนุนการดำเนินนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ประสิทธิภาพ)

เมื่อเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ จึงเป็นการนำกำลังอำนาจของชาติในทุก ๆ ด้าน อาทิ การเมืองเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือแม้แต่การทหาร มาใช้ในการดำเนินนโยบายของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่ได้นิยามความหมาย ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ แต่บอกว่าประกอบด้วย (๑) วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ (๒) เป้าหมายการพัฒนาประเทศระยะยาว ที่ต้องกำหนดเวลาดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัด และ (๓) ยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ

แต่นักการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกล้มล้างอำนาจ ปฏิเสธยุทธศาสตร์ชาติ อ้างว่าจะทำให้ไม่เป็นอิสระในการบริหารงานเมื่อได้เป็นรัฐบาล เพราะกฎหมายกำหนดให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐ และตำหนิยุทธศาสตร์ที่ยาวนานถึง ๒๐ ปี ขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

นักการเมืองที่หยิบเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์มาพูด ก็จะมีเหตุผลตามคนที่พูด ผู้ฟังที่ไม่เปิดใจอยู่แล้วก็จะคล้อยตามผู้พูดทันที หรือผู้ฟังที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารอาจเกิดความสับสนหรือเห็นตามไปด้วยก็ได้อีกเช่นกัน

ข้อเท็จจริง ยุทธศาสตร์ชาติ แม้ผูกพันหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ได้มีรายละเอียดเชิงปฏิบัติการเพราะยังเป็นเพียงวิสัยทัศน์ กรอบการพัฒนา และเป้าหมายในด้านต่าง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐต้องทำแผนงานตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งก็ยังมีอิสระในการนำยุทธศาสตร์ของชาติในเรื่องใดมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเป็นนโยบายและแผนแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามกรอบและตอบโจทย์ที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ

ที่ผ่าน ๆ มา แม้มี ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ มาแล้ว ๑๒ ฉบับ ก็จริง แต่มีน้อยรัฐบาลที่ใส่ใจนำมาประกอบการกำหนดนโยบายบริหารประเทศ

การรับจำนำข้าวที่กำหนดเพดานไว้สูงกว่าราคาตลาด คือกรณีศึกษาสำหรับนโยบายในการบริหารประเทศที่ขาดยุทธศาสตร์และไร้ประสิทธิภาพ – นโยบายการรับจำนำข้าวเป็นเพียงเครื่องมือในการหาเสียง โดยอ้าง ‘การลืมตาอ้าปาก’ ของชาวนา

กล่าวเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนที่น่าจะเป็น ๒๐ ปี ได้จริง ๆ คือ ‘วิสัยทัศน์’ ที่ต้องการเป็น แต่ก็ต้องอยู่ใน ‘วิสัย’ ที่จะไปให้ถึงบนพื้นฐานกำลังอำนาจของชาติในด้านต่าง ๆ

‘ยุทธศาสตร์’ ไม่อาจกำหนดไว้ตายตัวหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติ จึงมีการแบ่งเป็นช่วงเวลา อาทิ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อประเมินผลและปรับปรุงแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปและสภาพกำลังอำนาจของชาติ
ไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่มียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างมาเลเซียมีก่อนไทยหลายปี เขาตั้งวิสัยทัศน์ไว้สูงมากคือการเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ (developed country) จึงออกตัวแรงตั้งแต่แรก – วันนี้ มาเลเซียเป็นอย่างไร คำตอบเห็นได้ชัดว่าเขายืนอยู่ข้างหน้าเรา

เขียนเรื่องนี้ เพราะไม่อยากเห็นคน (นักการเมือง) ที่มือไม่พาย แล้วยังเอาเท้ารานํ้า

บรรยงค์ สุวรรณผ่อง คอลัมน์’คิด’ EconNews ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ Issue ๖๐๒ หน้าที่ ๗

Read more
การบ้าน ๔ ข้อ ของนายกฯ

หลังปุจฉาในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทางสถานีโทรทัศน์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ทิ้งเรื่องที่ถามลอย ๆ ไว้บนอากาศ ยังติดปลายนวมมาตั้งเป็นการบ้านให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ช่วยกันตอบ โดยมีเหตุผลที่เป็นทางการว่า เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศชาตินำพาไปสู่ความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้เปิดเผยเป็นทางการ อันนี้ ต้องเดากันเอง

การบ้านที่ว่านี้ ไม่ได้สั่งให้สำนักงานสถิติแห่งชาติหรือขอให้โพลไหน ๆ ไปเดินถามตามบ้าน ถ้าอยากตอบ ก็ต้องทวนกระแส ‘ประเทศไทยยุค ๔.๐’ ขับรถมาหรือนั่งรถเมล์มา หรือขี่มอเตอร์ไซค์มาหรือปั่นจักรยานมา หรือจะเดินมาก็ตามใจไปที่ ‘ศูนย์ดำรงธรรม’ ตามจังหวัดต่าง ๆ

แล้วไม่ลืมพกบัตรประชาชนไปด้วยเพราะนอกจากต้องลงชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อายุ เพศ อาชีพ การศึกษา หมายเลขโทรศัพท์ และลายเซ็นแล้ว ยังต้องแสดงบัตรประชาชนพร้อมกรอกหมายเลขประจำตัวประชาชนบนแบบฟอร์มอีกด้วย – จะได้เป็นคำตอบจากตัวจริงเสียงจริง ว่างั้นปุจฉา ๔ ข้อ ที่ขอให้พี่น้องวิสัชนาได้แก่

หนึ่ง คิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มี ‘ธรรมาภิบาล’ หรือไม่ (คิดแบบมองโลกในแง่ร้ายหน่อย ๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นการตั้งคำถามแบบว่าเหล่ ๆ คนในแวดวงการเมือง)

สอง หากไม่ได้ (รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล) จะทำอย่างไร (นี่ก็ถามแบบไม่ยั้งปาก)

สาม การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตของประเทศและเรื่องอื่น ๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และปฏิรูปหรือไม่นั้น ‘ถูกต้อง’การบ้าน ๔ ข้อ ของนายกฯหรือ ‘ไม่ถูกต้อง’ (นี่ก็ถามกึ่งนำชัด ๆ เพราะหนีไม่พ้นคำตอบที่ว่าประเทศชาติควรมียุทธศาสตร์และปฏิรูป – เข้าทาง)

สี่ คิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกแล้วจะให้ใครแก้ไข และ/แก้ไขด้วยวิธีอะไร

วันแรกที่เปิดรับคำตอบ ก็เจอชาวบ้านย้อนถามแล้วว่า ‘ธรรมาภิบาล’ น่ะ มันอันหยังก๊ะ (ฮา)

ไม่รู้เจ้าหน้าที่ตอบว่าอย่างไร แต่คงสรุปให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย ๆ ก็เป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่เข้ามาคดมาโกงอะไรทำนองนั้นนั่นแหละ

แล้วก็มีชาวบ้านสงสัยข้อสองต่อไปว่าอะไรมันจะได้คนไม่ดีทั้งหมด มันก็ต้องมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง

ติ๊ดต่าง ไม่ได้รัฐบาลแบบว่าซื่อสัตย์เหมือนรัฐบาลท่านนายกฯ คนปัจจุบัน(เลียแผลบ ๆ) แล้วจะทำอย่างไรนั้น อันนี้ก็จนปัญญา ก็เขาเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วนี่ถามอะไร ยากจัง

ชาวบ้านคงต้องย้อนถามต่อไปว่า มีแต่จอบแต่เสียม ไม่ได้มีปืนผาหน้าไม้เอาไปยึดทำเนียบได้

หรือจะให้ตอบว่า วานนายกฯ กลับมทำรัฐประหาร (ฮา)

มาถึงข้อสาม ตีกรอบมาให้ตอบได้ ๒ช่อง ว่าจะขีดช่อง ‘ถูกต้อง’ หรือ ‘ไม่ถูกต้อง’

อ้าว ถ้าขีดถูกในช่อง ‘ไม่ถูกต้อง’ ก็หม่าง ๆ น่ะซี

แต่ข้อสุดท้ายนี่ ‘สวดยวด’ (ภาษาวัยรุ่น) เหมือนรู้ว่าอย่างไรเสียชาวบ้านต้องตอบว่าไม่ควรให้นักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีก ก็อาศัยปาก เอ๊ยมือชาวบ้านนี่แหละเขียนเป็นหลักฐานให้มันชัดมันเจนไปโลด

และที่เจ็บ ๆ คัน ๆ ก็ตรงสุดท้ายของสุดท้าย ที่ถามว่าถ้าเข้ามาได้ล่ะ จะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร – ว้าวววว

ตอบแบบ ‘สอพลอจอหอ’ ก็ต้องบอกว่า มองไม่เห็นใครอีกแล้ว นอกจาก ลุงตู่’ เท่านั้น (ฮา)

ส่วนจะแก้ไขอย่างไรนั้น อันนี้ ลุงตู่รู้ดีแน่นอน – จบข่าว

คอลัมน์รัฐกิจ โดยบรรยงค์ สุวรรณผ่อง

EconNews ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐ หน้าที่ ๗๐

Read more
ทุจริตหกหมื่นล้านจำนำข้าว

๓ ปี รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถระบายข้าวสารที่มีปัญหาจากนโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประมาณ ๑๒.๗๔ ล้านตัน ได้เงินคืนคลัง ๑๑๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ขาดทุนจากต้นทุนรับจำนำที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งไว้ตันละ ๑๕,๐๐๐ บาทถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท

ที่เหลืออีกประมาณ ๒.๕ ล้านตัน วันนี้กลายเป็นข้าวราคาตํ่า เนื่องจากอายุและการเก็บที่ขาดประสิทธิภาพ ต้องหาทางระบายออกไปเป็นวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรม

แม้เป็นเงินก้อนใหญ่ที่นักการเมืองอ้างว่าเป็นสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชน จึงต้องทำ

แม้เป็นนโยบาย ‘ประชานิยมสุดโต่ง’ และแม้เป็นนโยบายที่ไม่คำนึงถึงความสามารถในการหารายได้เข้าคลัง

กฎหมายก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจในการบริหารงานของนักการเมืองเมื่อได้เป็นรัฐบาล

จึงอยู่ที่คนไทยจะยอมรับและถือเป็นบทเรียนในการพิจารณานักการเมืองและพรรคการเมืองหรือไม่เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลจากการระบายข้าวได้เกือบหมดสต็อก ช่วยให้อุปสรรคจากอุปทานส่วนเกินที่กดดันราคาข้าวของชาวนาหลายฤดูกาลในช่วงที่ผ่านมาคลี่คลายลงเสียที

แต่ยอด ‘ขาดทุน’ ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาทข้างต้น คนละส่วนกันกับ ‘ความเสียหาย’ จากนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิเสธมาตลอด

นั่นคือความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการทุจริตประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

๒๐,๐๐๐ ล้านบาทแรก มาจากทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (government to government: G to G) กับจีนที่ไม่ได้ส่งออกจริง ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยประมาณการมูลค่าที่เชื่อว่าผู้ทุจริตได้ไปจากการ‘บังหลวง’ ประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท

อีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจากทุจริต ‘ข้าวลม’ ที่ไม่มีข้าวจริงมาให้รับจำนำ รวมทั้งข้าวสวมสิทธิ์ทั้งที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และข้าวที่ไม่ได้ร่วมโครงการ

๒๐,๐๐๐ ล้านบาทสุดท้าย เกิดจากการรับจำนำข้าวจริง แต่เป็นข้าวคุณภาพตํ่ากว่าราคาประกัน (ปลอมปน ความชื้น และนํ้าหนัก ไม่เป็นไปตามกำหนด) เรียกเก็บเงินก่อนนำข้าวเข้าโกดัง รวมทั้งนำข้าวคุณภาพไม่ดีมาเปลี่ยน ฯลฯ

มีคำถามว่า ถ้าใครทุจริตก็ให้เอาผิดกับผู้นั้น ทำไมต้องให้อดีตนายกยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบ

มีคำตอบว่า เพราะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนางสาวยิ่งลักษณ์ ฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รวมทั้งการเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ประการสำคัญ หน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้แจ้งเตือนให้ทบทวน เพราะพบการทุจริต ที่ยังไม่นับรวมหน่วยงานทางวิชาการ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยก็มีข้อเสนอแนะไม่ต่างกันกับหน่วยงานของรัฐ

ถ้ารับ ฟังและทบทวนโครงการเสียตั้งแต่แรก ประเทศชาตินอกจากไม่เสียหายถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ต้นทุนรับจำนำอาจไม่ขาดทุนถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้

คอลัมน์คิด โดยบรรยงค์ สุวรรณผ่อง

EconNews ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐ หน้าที่ ๗๐

Read more
ทำไมสื่อจึงไม่ควรมีกฎหมายวิชาชีพ

ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนพ.ศ. ….จัดทำโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ซึ่งมีพลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ถูกผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันคัดค้านด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ที่ประชุม สปท. ก็ลงมติเห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งต่อไปเป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่า สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพหรือไม่ และควรมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่

ตอบว่า สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพ เพราะเป็นงานที่ส่งผลกระทบไม่เพียงปัจเจกบุคคล หากต่อความรู้สึกนึกคิดของคนโดยส่วนรวม ถ้าข้อมูลข่าวสารนั้นบิดเบือน ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องหรืออาจนำไปสู่ความเกลียดชัง ขัดแย้ง ไปจนถึงความรุนแรง ดังที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

เมื่อเป็นวิชาชีพ คนทำสื่อก็ควรขึ้นทะเบียนตามกฎหมายเหมือนวิชาชีพอื่น ๆ อันน่าจะเป็นคำตอบข้อต่อไปหรือไม่นั้น

ตอบว่าไม่จำเป็น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นวิชาชีพ ซึ่งอธิบายได้ ดังนี้

วิชาชีพอื่น ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการแพทย์ ไปจนถึงสถาปนิก วิศวกร บัญชี ทนายความ เป็นต้นล้วนต้องมีความรู้เฉพาะทาง ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องมีมาตรฐานในการประกอบอาชีพอีกด้วย เมื่อเป็นอาชีพเฉพาะที่ไม่ให้ผู้อื่นทำอันเป็นการจำกัดสิทธิที่ไม่เท่าเทียม จึงต้องตรากฎหมายระบุเหตุผลในการสงวนไว้เป็นการเฉพาะ เช่น คนจบแพทยศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ เป็นต้น
กระนั้น ก็ยังต้องผ่านการทดสอบจากแต่ละสภาวิชาชีพ เช่น ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะในการประกอบอาชีพที่กระทำหรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค ฯลฯ ซึ่งผู้อื่นกระทำมิได้ หรือแม้แต่จบแพทย์มาแล้ว ถ้ายังไม่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ก็ประกอบอาชีพแพทย์ไม่ได้เช่นกัน

แต่อาชีพสื่อมวลชนเป็นเสรีภาพพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน ของบุคคลตามมาตรา ๓๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องจบมาทางนิเทศศาสตร์ก็สามารถประกอบวิชาชีพนี้ได้ เพียงแต่เมื่อจะยึดอาชีพสื่อมวลชนกันจริง ๆ สิ่งที่ต้องมีเพิ่มขึ้นก็คือ จริยธรรมแห่งวิชาชีพ หรือต้องมีอาชีวะปฏิญาณ ซึ่งรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๓๕

จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ให้สื่อมวลชนต้องขึ้นทะเบียนและต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในทำนองเดียวกันกับวิชาชีพเฉพาะสาขาอันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

ส่วนการลงโทษสื่อมวลชนที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นนั้น วันนี้เรามีกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายคอมพิวเตอร์ กฎหมายคุ้มครองต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่สื่อมวลชนต้องรับผิดไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป ขอให้รัฐหรือบุคคลใดที่เห็นว่าตนถูกละเมิด โปรดใช้กฎหมายเหล่านี้อย่างจริงจัง (เสียที) เท่านั้น


แต่ถ้าจะมีกฎหมายเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลกันเอง เช่นนี้ ยังน่าจะเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาและปรึกษาหารือกัน มากกว่า การตีตราอย่างที่เป็นอยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้

ทำไมสื่อจึงไม่ควรมีกฎหมายวิชาชีพ โดย บรรยงค์ สุวรรณผ่อง คอลัมน์’คิด’ EconNews ฉบับที่ ๕๙๘ ประจำเดือนเมษายน ๒๕๖๐ หน้า ๗

Read more